แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์และการตีความงบการเงิน



" คุณต้องเข้าใจบัญชี  และต้องเข้าใจ  ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ในบัญชี  บัญชีคือภาษาของธุรกิจ  แต่เป็นภาษาที่ไม่สมบูรณ์  ตราบใดที่คุณไม่มีความตั้งใจ  ที่จะเรียนรู้และเข้าใจบัญชี  วิธีการอ่านและตีความหมายของงบการเงิน... จงอย่าเลือกหุ้นด้วยตัวคุณเอง "


การค้นหาบริษัทที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน

Chapter 12 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับงบดุล
Chapter 13 งบดุล สินทรัพย์ การตีความงบการเงิน
Chapter 14 วัฏจักรของสินทรัพย์หมุนเวียน วิธีการทำเงิน
Chapter 15 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด  สมบัติที่รอการปล้นจาก วอร์เรน  บัฟเฟตต์
Chapter 16 สินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้า
Chapter 17 ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน
Chapter 18 อาคาร  ที่ดิน  และเครื่องจักร : สำหรับวอร์เรนต์  ไม่ใช่สิ่งที่ดี






วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

ดอกเบี้ยจ่าย การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์


ดอกเบี้ยจ่าย : วอร์เรน บัฟเฟตต์ไม่ต้องการ 

       ดอกเบี้ยจ่าย  คือ ดอกเบี้นที่บริษัทจ่ายออกไประหว่างไตรมาสหรือปี  สำหรับหนี้ของบริษัทซึ่งปรากฏในงบดุลในหมวด  หนี้สิน  ในขณะที่เป็นไปได้ที่บริษัทจะมีรายรับจากดอกเบี้ยมากกว่าที่จ่ายออกไป  เช่น ธนาคาร แต่ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและการขายปลีกส่วนใหญ่มักจะมีดอกเบี้ยจ่ายมากกว่าดอกเบี้ยรับ  

         ค่าใช้จ่ายนี้เรียกว่าต้นทุนทางการเงิน  ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ และจะแยกออกมาเป็นอีกรายการโดดๆ เพราะดอกเบี้ยจ่ายจะไม่ผูกพันกับการผลิตหรือการขาย  แต่สะท้อนให้เห็นถึงหนี้ทั้งหมดที่บริษัทมีในบัญชี  ยิ่งบริษัทมีหนี้เท่าใด  ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็สูงขึ้นเท่านั้น 

         ในบริษัทที่มีดอกเบี้ยจ่ายสูงเทียบกับรายได้จากการดำเนินกิจการมีแนวโน้มที่จะเป็น 1 ใน 2 ประเภทนี้ คือ : เป็นบริษัทซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันรุนแรง  ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนสูงเพื่อให้สามารถแข่งขันได้  หรือเป็นบริษัทที่มีเศรษฐกิจของธุรกิจยอดเยี่ยมซึ่งมีหนี้จากการซื้อกิจการด้วยเงินกู้

           สิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ค้นพบก็คือ   บริษัที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนมักจะมีดอกเบี้ยจ่ายน้อยหรือไม่มีเลย  พร็อคเตอร์แอนก์แกมเบิล บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวมีดอกเบี้ยจ่ายเพียง 8% ของรายได้จากการดำเนินกิจการเท่านั้น  ในขณะที่ริกลี่ย์มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เฉลี่ย 7% ตรงกันข้ามกับกู๊ดเยียร์ซึ่งอยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนสูง  ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 49% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ

          แม้แต่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงเช่นธุรกิจสายการบิน  ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายออกไปจากรายได้จากการดำเนินกิจการก็สามารถนำมาบ่งชี้บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันได้ด้วยเช่นกัน  สายการบินเซาธ์เวสท์ที่มีกำไรสม่ำเสมอ  มีดอกเบี้ยจ่ายเพียง 9% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ  ในขณะที่สายการบินยูไนเต็ดคู่แข่งที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่เสมอ  มีดอกเบี้ยจ่ายถึง 61% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ และสายการบินอเมริกันคู่แข่งอีกหนึ่งของเซาธ์เวสท์ซึ่งมีปัญหารุมเร้าอยู่มีดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 92% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ

           ด้วยเหตุนี้  จึงเป็นกฏว่า ... บริษัทในกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนซึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ลงทุนอยู่ทั้งหมดต้องมีดอกเบี้ยจ่ายต่ำกว่า 15% ของรายได้จากการดำเนินกิจการทั้งสิ้นอย่างไรก็ตาม  ร้อยละของดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้จากการดำเนินกิจการของแต่ละอุตสาหกรรมสามารถมีความแตกต่างกันอย่างมาก ตัวอย่างเช่น เวลส์  ฟาร์โก  ธนาคารซึ่งวอร์เรนถือหุ้นอยู่ 14% จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 30% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ ซึ่งดูเหมือนสูง เมื่อเทียบกับโค้ก แต่ความเป็นจริงแล้วกลับทำให้เวลส์  ฟาร์โกเป็นธนาคารดีที่สุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของอเมริกา ซึ่งมีอัราส่วนการจ่ายดอกเบี้ยต่ำที่สุดและน่าสนใจที่สุด  นอกจากนี้ เวลส์ ฟาร์โกยังเป็นธนาคารเดียวที่มีความมั่นคงระดับ AAA จากการจัดอันดับของสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์สด้วย

         อัตราส่วนของดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้จากการดำเนินกิจการยังเป็นตัวบ่งชี้อย่างดีถึงระดับความอันตรายของเศรษฐกิจที่บริษัทจัดอยู่ด้วย  ตัวอย่างเช่น ธนาคารวาณิชธนกิจซึ่งมีดอกเบี้ยจ่ายราว 70% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ  คนที่มีสายตาละเอียดจะเน้นว่า ในปี 2006 แบร์ สเติร์นส์  รายงานว่าบริษัทมีดอกเบี้ยจ่าย 70% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ  แต่เมื่อถึงไตรมาสสิ้นสุด  ณ  เดือนพฤศจิกายน 2007 อัตราการจ่ายดอกเบี้ยต่อรายได้จากการดำเนินกิจการได้กระโดยสูงขึ้นถึง 230% ซึ่งหมายความว่า  บริษัทต้องนำเงินจากส่วนผู้ถือหุ้นมาโปะตรงส่วนต่างนี้  การทำเช่นนี้ในบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงเช่น แบร์ สเติร์นส์  หมายถึงหายนะ  และเพียงเดือนมีนาคม 2008 แบร์  สเติร์นที่เคยยิ่งใหญ่  ซึ่งก่อนหน้านี้ 1 ปี มีราคาซื้อขายในตลาดสูงถึง $170 เหรียญต่อหุ้น  ก็ถูกบังคับให้ควบรวมกับเจพี  มอร์แกน เชส แอนด์ โค ในราคาเพียงหุ้นละ $10 เหรียญเท่านั้น

         กฏในบทนี้ธรรมดามาก : ในทุกอุตสาหกรรม  บริษัทที่มีอัตราส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้การดำเนินธุรกิจต่ำที่สุดมักจะเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขัน  และในโลกของวอร์เรน  บัฟเฟตต์  การลงทุนในบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  เป็นหนทางเดียวที่สามารถรับรองได้ว่าจะนำไปสู่ความร่ำรวยได้ในระยะยาว

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ การขาย และการบริหาร การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์


ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ : วอร์เรน  บัฟเฟตต์ จะจับตาดูอย่างระมัดระวัง

        แถวถัดลงมาจากกำไรขั้นต้นในงบกำไรขาดทุน  คือกลุ่มของค่าใช้จ่ายซึ่งเรียกว่า  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ  ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายสำคัญเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่  ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารงาน  ค่าใช้จ่ายในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด  ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย  ค่าปรับปรุงโครงสร้างและการด้อยค่าของทรัพย์สิน  และค่าใช้จ่าย "อื่นๆ" ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ทั้งค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่จากการดำเนินกิจการ และค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว

         รายการเหล่านี้รวมกันเป็น "รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ"  ของบริษัท  ซึ่งจะนำมาหักออกจากกำไรขั้นต้นเพื่อที่จะได้ตัวเลขกำไรหรือขาดทุนจากการดำเนินกิจการของบริษัท  เนื่องจากรายการเหล่านี้ทุกรายการล้วนมีผลกระทบต่อธรรมชาติของเศรษฐกิจของธุรกิจในระยะยาว  เราจะมาดูรายการเหล่านี้ทีละรายการอย่าเจาลึกตามสไตล์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กันต่อไป


ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย, ทั่วไป  และการบริหาร 

       ในงบกำไรขาดทุน  ภายใต้หัวข้อ ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling), ทั่วไป (General), และการบริหาร (Administrative Expense) หรือ SGA ที่ซึ่งบริษัทรายงานค่าใช้จ่ายในการขาย  ค่าใช้จ่ายทั่วไป และค่าใช้จ่ายในการบริหารทั้งที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม  ในรอบบัญชีนั้นๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้รวมถึง  เงินเดือนของผู้บริหาร ค่าโฆษณา  ค่าเดินทาง ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับกฏหมาย  ค่าคอมมิสชั่น  ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินเดือนทั้งหมด และอื่นๆ 

       ในบริษัทเช่นโคคา-โคล่า  ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจสูงเป็นพันล้านและมีผลกระทบมหาศาลต่อกำไรสุทธิของบริษัท  หากคิดเป็นอัตราส่วนร้อยละต่อกำไรขั้นต้นแล้ว ตัวเลขค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในแต่ละธุรกิจจะต่างกันอย่างมาก  แม้แต่ในระหว่างบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนแบบโคคา -โคล่า ตัวเลขค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็ยังแตกต่างกัน โคคา-โคล่า มีตัวเลขค่าใช้จ่าย SGA เฉลี่ย 59% ของกำไรขั้นต้นอย่างสม่ำเสมอ บริษัทอย่างมูดี้ส์มีตัวเลขเฉลี่ยที่ 25% อย่างสม่ำเสมอ  และพร็อคเตอร์แอนด์แกมเบิลอยู่ที่ราว 61% อย่างสม่ำเสมอ  ณ จุดนี้ คำว่า "สม่ำเสมอ"  คือหัวใจสำคัญ

     บริษัทที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุงแรง และมีตัวเลขค่าใช้จ่าย SGA ต่างกันอย่างมากเมื่อเทียบเป็นอัตราร้อยละต่อกำไรเบื้องต้น  ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  จีเอ็มมีค่า SGA เพิ่มจาก 28%  เป็น 83% ฟอร์ดมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ในช่วง 5 ปีตั้งแต่ 83% ถึง  780% ซึ่งหมายความว่าบริษัทกำลังสูญเสียเงินอย่างใหญ่หลวง  ปัญหาของบริษัทก็คือเมื่อยอดขายเริ่มตก  ซึ่งหมายความว่ารายได้ตกลงด้วย  แต่ค่าใช้จ่ายในการขายทั่วไป  และการบริหารยังคงอยู่  หากบริษัทไม่สามารถตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้เร็วพอ  กำไรเบื้องต้นจะเริ่มถูกกินลึกลงไปเรื่อยๆ

     ในการค้นหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายการขาย  ทั่วไป  และการบริหารยิ่งต่ำจะยิ่งดี  และหากสามารถคงความต่ำอย่างสม่ำเสมอก็จะดียิ่งขึ้นอีก  อย่างไรก็ตาม มีบริษัทจำนวนหนึ่งที่มีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันอย่างยั่งยืน แต่มีค่า SGA อยู่ในระหว่าง 30% ถึง 80% ด้วยเช่นกัน  แต่ถ้าหากเราเห็นบริษัทที่มีค่า SGA ใกล้เคียง หรือมากกว่า 100% ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  หมายความว่าเรากำลังเล่นอยู่กับบริษัทซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงมาก  ทำให้ไม่มีบริษัทใดสามารถมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้

        นอกจากนี้  ยังมีบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายการขาย  ทั่วไป  และบริหารต่ำหรือปานกลาง แต่ทำลายเศรษฐกิจของธุรกิจในระยะยาวที่ดีเยี่ยมของตนด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลในการค้นคว้าพัฒนา ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนและ/หรือค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยกับหนี้ก้อนโตด้วย

        อินเทลคือตัวอย่างที่ดีมากของบริษัที่มีอัตราร้อยละของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย ทั่วไป และบริหาร ต่อกำไรขั้นต้นในระดับต่ำ แต่เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการค้นคว้าพัฒนาสูง  ทำให้เศรษฐกิจระยะยาวของธุรกิจลดต่ำเหลือเพียงปานกลางเท่านั้น  แต่ถ้าหากอินเทลหยุดค้นคว้าวิจัย  ผลิตภัณฑ์รุ่นที่มีอยู่ในปัจจุบันก็จะล้าสมัยใน 10 ปีข้างหน้าและต้องเลิกธุรกิจ  

        ยางกู๊ดเยี่ยร์มีอัตราร้อยละค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย  ทั่วไป และบริหารต่อกำไรขั้นต้น 72% แต่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนและดอกเบี้ย (จากหนี้ซึ่งนำมาชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุน) ฉุดให้ผู้ผลิตยางรายนี้ขาดทุนทุกครั้งที่เศรษฐกิจถดถอย  แต่ถ้าหากว่ากู๊ดเยี่ยร์ไม่สร้างหนี้เพื่อนำไปชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนและปรับปรุงบริษัท  กู๊ดเยียร์ก็ไม่อาจคงความสามารถในการแข่งขันได้นาน

      วอร์เรน บัฟเฟตต์ เรียนรู้ที่จะอยู่ห่างจากบริษัทต้องสาปด้วยค่าใช้จ่ายการขาย  ทั่วไป  และบริหารสูงอย่างสม่ำเสมอ  เรายังรู้อีกว่าเศรษฐกิจของบริษัทที่มีค่า SGA ต่ำ  สามารถถูกทำลายลงด้วยค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา  และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนที่สูง  และ/หรือหนี้ก้อนโต  วอร์เรน  บัฟเฟตต์จะหลีกเลี่ยงธุรกิจประเภทนี้ไม่ว่าราคาจะเท่าใดก็ตาม  เพราะเขาทราบว่าเศรษฐกิจในระยะยาวของบริษัทเหล่านี้จะแย่มากโดยธรรมชาติ  ที่แม้แต่ราคาขายถูกๆ ก็ไม่ทำให้นักลงทุนรอดพ้นจากผลประกอบการ "งั้นๆ" ตลอดอายุขัยของธุรกิจได้

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

วอร์เรนเริ่มการค้นหาบริษัทชั้นยอดจากตรงไหน

     
           ก่อนที่เราจะเริ่มค้นหาบริษัทที่จะทำให้เรารวย  ซึ่งก็คือบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  จะเป็นการช่วยได้มากถ้าเรารู้ว่า  สามารถเริ่มค้นหาได้จากตรงไหน   วอร์เรนพบว่าบริษัทชั้นยอดเหล่านี้มีรูปแบบธุรกิจพื้นฐาน 3 รูปแบบ คือ : ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะ  ขายบริการเฉพาะ  หรือเป็นผู้ซื้อและผู้ขายปลิตภัฎฑ์หรือบริการซึ่งเป็นที่ต้องการของสาธารณชนอยู่เสมอในราคาต่ำ

          เราจะมาวิเคราะห์ดูแต่ละรูปแบบกัน

           ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะ : นี่คือโลกของโคคา-โคล่า, เป๊ปซี่, ริกลี่ย์, เฮอร์ชีย์, บัดไวเซอร์, วอชิงตันโพส, และฟิลิปมอร์ลิส  บริษัทผู้ผลิตเหล่านี้ต่างได้สร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ของพวกเขาในใจผู้ซื้อ  จากการเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าประสบการณ์  และโฆษณาส่งเสริมการขาย  ทำให้ผู้ซื้อคิดถึงผลิตภัณฑ์ของบริษัททุกครั้งที่ต้องการสนองความต้องการของตน  เมื่ออยากเคี้ยวหมากฝรั่ง  คุณจะคิดถึงริกลี่ย์  เมื่ออยากดื่มเบียร์เย็นๆ หลังเสร็จจากงานในวันอากาศร้อนจัด  คุณจะคิดถึงบัดไวเซอร์ และแน่นอน  อาหารจะอร่อยขึ้นเมื่อกินกับโค้ก

           วอร์เรนจะคิดว่าบริษัทเหล่านี้ครองใจส่วนหนึ่งของลูกค้าแล้วและตราบใดที่บริษัทหนึ่งๆ สามารถครองใจส่วนหนึ่งของลูกค้าได้  บริษัทจะไม่ต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ของพวกเขา  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี  นอกจากนี้  ยังสามารถขายสินค้าในราคาสูงขึ้นได้  และขายได้มากขึ้น  ทำให้สามารถสร้างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่น่าที่ง  ซึ่งจะปรากฏออกมาในงบการเงินของบริษัท

        ขายบริการเฉพาะ : นี่คือโลกของมูดีส์  คอร์ป, เอชแอนด์อาร์,บล็อก  อิงค์, อเมริกันเอ็กเพรส, เซอร์วิสมาสเตอร์, และเวลส์ ฟาร์โก แอนด์ โค เช่นเดียวกับทนายความหรือหมอ  บริษัทเหล่านี้ขายบริการที่คนต้องการและพร้อมจะจ่ายเงินซื้อ  แต่ต่างจากทนายความและหมอตรงที่ว่า  ความสำคัญของบริษัทเหล่านี้อยู่ที่ตัวสถาบัน ( Instritutional Spacific ) ไม่ใช่ที่คน ( People Spacific ) เมื่อคุณคิดจะทำเรื่องภาษี  คุณจะคิดถึงเอชแอนด์อาร์  บล็อก  ไม่ใช่คิดถึงตาแจ็คที่ทำงานในเอชแอนด์อาร์ บล็อก ซึ่งเป็นคนลงมือทำภาษีให้คุณ  เมื่อวอร์เรนซื้อหุ้นของซาโลมอน บราเธอส์  ธนาคารวาณิชธนกิจ  (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของซิตี้กรุ๊ป) ซึ่งเขาได้ขายออกไปในภายหลังนั้น  เขาคิดว่าเขากำลังซื้อสถาบัน  แต่เมื่อคนเก่งระดับหัวกะทิเริ่มพากันลาออกจากบริษัทพร้อมลูกค้ารายใหญ่  เขาพบว่าความสำคัญอยู่ที่คน ในบริษัที่มีความสำคัญอยู่ที่คน ( People Spacific ) พนักงานจะสามารถเรีรยกร้องและเอากำไรส่วนใหญ่ไปจากบริษัท  ทิ้งส่วนเล็กๆ ให้กับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น  และการได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่วิธีที่นักลงทุนจะรวยได้
 
     อย่างไรก็ตาม  ธุรกิจที่ขายบริการเฉพาะสามารถสร้างปรากฏการณ์ได้เช่นกัน  เพราะบริษัทไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่  หรือลงทุนมหาศาลในการสร้างโรงงานผลิตและคลังสินค้าทำให้บริษัทที่ขายบริการเฉพาะที่ครองใจลูกค้าสามารถสร้างส่วนต่างกำไรได้มากกว่าบริษัทที่ขายสินค้า
     
           การเป็นผู้ซื้อและผู้ขายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สาธารณชนต้องการเสมอในราคาต่ำ : นี่คือโลกของวอลมาร์ท, คอสโก, เนบราสก้า, เฟอร์นิเจอร์ มาร์ท, และเดอะ เบอร์ลิงตัน นอร์ทเธิร์น ซานตาเฟ เรลเวย์ บริษัทเหล่านี้ยอมแลกการได้ส่วนต่างกำไรสูงๆ กำับการจำหน่ายในปริมาณมาก  ซึ่งกำไรที่ได้จากการจำหน่ายในปริมาณมากขึ้นแสนคุ้มค่ากับการได้ส่วนต่างกำไรที่ลดลง  หัวใจสำคัญของธุรกิจรูปแบบนี้คือ  เป็นผู้ซื้อราคาถูก และเป็นผู้ขายราคาถูก   ทำให้มีส่วนต่างกำไรสูงกว่าคู่แข่ง  และขณะเดียวกันยังเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการในราคาต่ำได้อีกด้วย นอกจากนี้ เรื่องราวการเป็นผู้ขายสินค้าราคาต่ำที่สุดในเมืองยังจะเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวตัดสินใจเลือกร้านเมื่อลูกค้าต้องการจับจ่ายซื้อสินค้า ในโอมาฮา  หากคุณต้องการเตาใหม่สำหรับบ้านของคุณคุณจะไปที่เนบราสก้า  เฟอร์นิเจอร์  มาร์ท  ที่คุณคิดว่ามีสินค้าให้เลือกมากที่สุดและราคาคุ้มค่าที่สุด  เมื่อจะส่งสินค้าข้ามประเทศ  คุณจะนึกถึง เดอะ เบอร์ลิงตัน นอร์ทเธิร์น ซานตาเฟ  ซึ่งคุ้มค่าเงินที่คุณที่สุดและหากคุณอยู่ในเมืองเล็กและต้องการไปซื้อของใหห้างที่มีสินค้าให้เลือกมากที่สุดในราคาคุ้มที่สุด  คุณจะไปที่วอลมาร์ท

         นี่คือสิ่งซึ่งธรรมดามาก : ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะ  หรือขายบริการเฉพาะ หรือเป็นผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าและบริการในราคาถูก  แล้วเงินสดจะไหลเข้ามาในมือคุณปีแล้วปีเล่า  เหมือนกับว่าคุณกำลังปล้นธนาคารในมอนติคาร์โลอย่างไรอย่างนั้น
   

ธุรกิจประเภทใดที่ทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ รวยระเบิด

   

     ในการเข้าใจความจริงประการแรกที่วอร์เรนค้นพบ  เราต้องเข้าใจธรรมชาติของวอลล์สตรีทและผู้เล่นหลักของวอลล์สตรีทก่อน  แม้วอลล์สตรีทจะให้บริการหลากหลายแก่ธุรกิจในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา  แต่ก็เป็นบ่อนขนาดใหญ่ที่นักพนันในคราบนักเก็งกำไรวางเดิมพันจำนวนมหาศาลเล่นกับการขึ้นลงของราคาหุ้นด้วย

       ในยุคแรก  นักพนันบางคนสามารถสร้างความมั่งคั่งและชื่อเสียงให้กับตนเอง  กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ผู้คนจะพากันติดตามความเคลื่อนไหวในหน้าข่าวการเงิน ตัวอย่างคนเหล่านี้สองสามคน  คือ  จิม  เบรดี  หรือ 'ไดมอนด์' และ เบอร์นาร์ด  บารุค  ซึ่งได้รับการยกย่องว่าคือ "ปรมาจารย์แห่งการลงทุน" ในยุคของพวกเขา

       ในยุคปัจจุบันนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนรวม  กองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) และกองทุนเพื่อการลงทุน  ได้เข้ามาแทนที่นักเก็งกำไรสมัยก่อน  นักลงทุนสถาบัน "ขาย" ตัวเองแก่สาธารณชนด้วยการสร้างภาพว่าคือผู้เชี่ยวชาญในการเลือกหุ้น  และเที่ยวโฆษณาอวดผลการดำเนินการประจำปีเป็นเหยื่อล่อผู้ไร้วิสัยทัศน์ซึ่งกระหายจะรวยอย่างรวดเร็ว

      ตามกฏก็คือ  นักเก็งกำไรมักจะเป็นพวก "อยู่ไม่สูข"  คือ... รีบซื้อเมื่อมีข่าวดี  และรีบขายเมื่อมีข่าวร้าย  หากราคาหุ้นไม่เคลื่อนไหวภายในเดือนสองเดือน  พวกเขาจะรีบขายเพื่อมองหาตัวใหม่

       นักพนันรุ่นใหม่ระดับหัวกระทิต่างพากันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนเพื่อวัดความเร็วจองการขึ้นหรือตกของราคาหุ้น  หากราคาหุ้นขึ้นเร็วระดับหนึ่ง  คอมพิวเตอร์จะส่งสัญญาณซื้อ  หากราคาหุ้นตกเร็วระดับหนึ่ง  คอมพิวเตอร์จะส่งสัญญานขาย  ทำให้เกิดการกระโดดเข้า กระโดดออกในหุ้นนับพันตัวทุกวัน

         การที่นักลงทุนคอมพิวเตอร์เหล่านี้จะรีบกระโดดเข้าซื้อในวันนี้แล้วรีบกระโดออกในวันรุ่งขึ้นไม่ใช่เรื่องผิดปกกติ  ผู้จัดการกองทุนเก็งกำไรหลายรายก็ใช้ระบบนี้  และสามารถทำเงินมากมายให้กับลูกค้าได้ แต่เมื่อใดที่ขาดทุน ลูกค้าเหล่านี้ (หากยังมีเงินเหลือ) ก็จะบอกลาทันทีเพื่อไปหานักเลือกหุ้นคนใหม่

        วอลล์สตรีทเต็มไปด้วยเรื่องราวความรุ่งโรจน์และความตกต่ำของนักเลือกหุ้นระดับเซียนและไม่ค่อยเซียนเหล่านี้

       การซื้อขายหุ้นอย่างบ้าระห่ำของนักเก็งกำไรมีมานมนาน  หนึ่งในปรากฏการณ์ซื้อระห่ำครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งคือ  ในทศวรรษ 1920  ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งสูงลิ่ว  แต่แล้วในปี 1929 ตลาดก็พังครืน  หุ้นร่วงไม่เป็นท่า

       ในต้นทศวรรษ 1930 นักวิเคราะห์หนุ่มกล้าได้กล้าเสียแห่งวอลล์สตรีท นาม เบนจามิน  เกรแฮม  สังเกตเห็นว่านักเลือกหุ้นคนดังส่วนใหญ่ในวอลล์สตรีทไม่ได้ให้ความสนใจเลยกับเศรษฐกิจในระยะยาวของธุรกิจซึ่งพวกเขากำลังวุ่นกับการซื้อ - ขาย สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือ ราคาหุ้นที่พวกเขาเลือกจะวิ่งขึ้นหรือลงหรือไม่ใช่ช่วงเวลาสั้นๆ

       เกรแฮมยังสังเกตเห็นว่า  บางครั้งในการเก็งกำไร  นักเลือกหุ้นระดับเซียนเหล่านี้จะไล่ราคาหุ้นจนขึ้นสูงอย่างน่าขัน เมื่อเทียบกับความเป็นจริงจองเศรษฐกิจในระยะยาวของธุรกิจที่แฝงอยู่   และยังตระหนักด้วยว่า  ในทำนองเดียวกัน   เซียนพวกเดียวกันนี้บางครั้งยังพากันเทขายอย่างไม่ลืมหูลืมตา  ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงอย่างไม่น่าเชื่อ  โดยไม่สนใจกับโอกาสทำกำไรในระยะยาวของบริษัทเลย  และราคาหุ้นที่ตกต่ำลงอย่างเหลือเชื่อนี้แหละที่เกรแฮมเห็นเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมในการทำเงิน

      เกรแฮมให้เหตุผลว่า  หากเขาซื้อ "ธุรกิจที่เข้าข่ายขายมากเกินไปในราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงในระยะยาว  ในที่สุดตลาดจะพบความผิดพลาดและปรับราคาขึ้นไปใหม่  และเมื่อตลาดให้ราคาใหม่ที่สูงขึ้นแล้วเขาก็จะขายทำกำไร  นี่คือพื้นฐานที่รู้กันทุกวันนี้  ซึ่งเรียกว่า  การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investing ...เกรแฮมคือบิดาของศาสตร์นี้


             อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่ต้องตระหนักคือ  เกรแฮมไม่สนใจว่าธุรกิจประเภทไหนที่เขาซื้อ  ในโลกของเขาทุกธุรกิจจะมีราคาหนึ่งซึ่งถือว่าถูกมาก  เมื่อเขาเริ่มใช้หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในทศวรรษ  1930  เขามุ่งเน้นการค้นหาบริษัทที่มีการซื้อขายต่ำกว่าจำนวนเงินสดที่บริษัทถืออยู่  ซึ่งเขาเรียกว่า "การซื้อ 1 ดอลลาร์ ในราคา 50 เซนต์" นอกจากนี้เขายังมีมาตรฐานอื่นๆ ด้วย เช่น  จงอย่าจ่ายเงินซื้อหุ้นสูงกว่า 10 เท่า ของกำไรของบริษัท  และจงขายหุ้นเมื่อราคาเพิ่มขึ้น 50% และหากหุ้นใดๆ ไม่ขึ้นภายใน 2 ปี เขาก็จะขายทิ้งด้วย  จริงอยู่  การมองของเขายาวขึ้นกว่าพวกนักเก็งกำไรในวอลล์สตรีทเล็กน้อย  แต่ความจริงก็คือเขาให้ความสนใจเป็นศูนย์  หรือเรียกได้ว่าไม่สนใจเลยว่าบริษัทนั้นๆ จะเป็นอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า

           วอร์เรน บัฟเฟตต์ เรียนรู้แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจากเกรแฮมที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย  ในทศวรรษ 1950 จากนั้นก่อนที่เกรแฮมจะเกษียนไม่นาน ได้เข้าทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์ในบริษัทของแกรแฮมที่วอลล์สตรีท  และได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มีชื่อเสียง คือ วอลลเตอร์ ชโลสส์  ซึ่งได้สอนให้หนุ่มน้อย วอร์เรน  บัฟเฟตต์ เรียนรู้ถึงศิลปะในการค้นพบสถานการณ์ที่ราคาของบริษัทต่ำกว่ามูลค่าจริง  ด้วยการให้เขาอ่านงบการเงินของบริษัทนับพัน

          หลังจากที่เกรแฮมเกษียนอายุแล้ว  วอร์เรนเดินทางกลับบ้านเกิดที่โอมาฮา ทำให้เขามีเวลานั่งไตร่ตรองแนวคิดของเกรแฮมห่างจากนักเก็งกำไรบ้าระห่ำในวอลล์สตรีท  และในช่วงนี้เองที่เขาพบว่า  คำสอนของอาจารย์ของเขามีปัญหาสองสามประการ

          ประการแรกคือ  ไม่ใช่ว่าธุรกิจที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าจะได้รัรบการปรับราคาให้สูงขึ้นทุกธุรกิจ  และบางธุรกิจถึงกับล้มละลายก็มี   ทุกงวดของการขายหุ้นจะมีจำนวนหนึ่งซึ่งกำไรและอีกจำนวนหนี่งที่ขาดทุน  ซึ่งฉุดให้ผลประกอบการโดยรวมต่ำลง  เกรแฮมพยายามป้องกันสถานการณ์เช่นนี้ด้วยการมีพอร์ตฟอลิโอที่ประกอบด้วยบริษัทมากมาย  บางครังถึง 100 บริษัทหรือกว่านั้นก็มี  นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์ในการขจัดหุ้นที่ราคาไม่ขึ้นหลังจากลงทุนมา 2 ปีออกด้วย  กระนั้นก็ตาม  สุดท้ายแล้ว "หุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่า" ของเขาหลายตัวก็ยังคงต่ำกว่ามูลค่าอยู่ 

         วอร์เรน บัฟเฟตต์ พบว่าบริษัทจำนวนหนึ่่งซึ่งเขาและเกรแฮมซื้อ  และขายไปแล้วตามกฏ 50% ของเกรแฮมยังคงเติบโตขึ้นทุกปี  และระหว่างนี้เขาได้เห็นราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้พุ่งขึ้นเรื่อยๆ หลักจากที่เกรแฮมขายทิ้งไปแล้ว  เหมือนกับว่าพวกเขาซื้อตั๋วรถไฟไปที่ "ถนนสุขสบาย" แต่กลับกระโดดรถก่อนจะถึงสถานีเสืยอย่างนั้น  เพราะว่าไม่รู้อย่างแท้จริงว่ารถไฟกำลังมุ่งไปที่ไหน

        วอร์เรน  คิดว่าเขาสามารถพัฒาผลงานของอาจารย์ให้ดีขึ้นได้ด้วยการศึกษาเศรษฐกิจของธุรกิจองบริษัทดาวเด่นเหล่านี้  แล้วก็เริ่มศึกษางบการเงินของบริษัทเหล่านี้ด้วยมุมมองใหม่ว่า  อะไรคือสิ่งที่ทำให้บริษัทเหล่านี้เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนยอดเยี่ยมในระยะยาว

        สิ่งที่วอรเรน บัฟเฟตต์เรียนรู้ก็คือบริษัทชั้นยอดเหล่านี้ล้วนได้ประโยชน์จากความได้เปรียบในการแข่งขั้นบางประการที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจซึ่งเหมือนระบบผูกขาด  ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถขึ้นราคาผลิตภัณฑ์หรือขายผลิตภัณฑ์ได้มากกว่า  และสามารถทำเงินได้เหนือกว่าคู่แข่งจำนวนมหาศาล

       วอร์เรนยังพบว่า  หากบริษัทสามารถคงความได้เปรียบในการแข่งขันเป็นเวลานาน  หรือหากว่าความได้เปรียบนั้นมีความ "ยั่งยืน" มูลค่าแฝงของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่องด้วย  เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าแฝงที่เพิ่มขึ้นแล้ว  วอร์เรนก็ยิ่งเห็นเหตุผลว่ายิ่งเขาลงทุนนานเท่าใดเขาก็ยิ่งมีโอกาสในการทำกำไรมาขึ้นจากความได้เปรียบของธุรกิจ

      วอร์เรนยังพบว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งในอนาคต  นักลงทุนหรือนักเก็งกำไร  หรือทั้ง 2 กลุ่ม -- จะเห็นมูลค่าแฝงที่เพิ่มขึ้นของบริษัทนั้นๆ และดันราคาหุ้นของบริษัทขึ้น  ซึ่งเหมือนกับว่าการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนของบริษัท  ทำให้การลงทุนในธุรกิของบริษัทเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้เองตามคาด

       วอร์เรนได้พบบางสิ่งซึ่งน่าอัศจรรย์กว่าแล้ว...ธุรกิจเหล่านี้มีเศรษฐกิจขอธุรกิจน่าทึ่งซึ่งทำงานอยู่ฝ่ายพวกเขา  ทำให้โอกาสการล้มละลายของบริษัทเหล่านี้เป็นศุนย์  ซึ่งหมายความว่ายิ่งนักเก็งกำไรในวอลล์สตรีทพากันทุบราคาหุ้นให้ยิ่งต่ำลงเท่าใด  วอร์เรนก็จะมีความเสี่ยงในการซื้อหุ้นเหล่านี้เข้ามาเก็บน้อยลงเท่านั้น   นอกจากนี้  ราคาหุ้นที่ต่ำลงยังหมายถึงโอกาสในการขึ้นมากขึ้นด้วย  ยิ่งเขาเก็บหุ้นไว้นานเท่าใด  เขาก็ยิ่งมีเวลาในการทำกำไรจากเศรษฐกิจแฝงของธุรกิจเหล่านี้ยิ่งขึ้น  ความจริงดังกว่านี้จะสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้เขาทันทีที่ตลาดหุ้นมองเห็นอนาคตอันสดใสของบริษัทเหล่านี้ในที่สุด
     
       ทั้งหมดนี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับภาษิตของวอลล์สตรีทที่บอกว่าเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดคุณต้องเพิ่มความเสี่ยงแฝง  หรือที่ว่ากันว่า "ยิ่งมีความเสี่ยงมาก  ยิ่งกำไรมาก"  วอร์เรนได้พบ  "จอกศักสิทธิ์" แห่งการลงทุนแล้ว   ....เขาได้พบกับการลงทุนที่เสี่ยงน้อยลง  แต่มีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น

       เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น  วอร์เรนพบว่าเขาไม่ต้องรอให้วอลล์สตรีททุบหุ้นจนได้ราคาถูกแสนถูกอีกต่อไป  แต่เขาสามารถซื้อหุ้นของบริษัทชั้นยอดเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม  ซึ่งยังคงทำกำไรได้หากลงทุนนานพอ  นอกจากนี้  ยังพบว่า  หากเขาเก็บหุ้นในระยะยาว  ไม่ขายออก  เขายังสามารถเลื่อนการจ่ายภาษีของกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นออกไปเรื่อยๆ ทำให้การลงทุนของเขาปลอดภาษีไปตลอดตราบใดที่เขายังถือหหุ้นไว้ด้วย

        มาดูตัวอย่างกัน.... ใปี 1973  วอร์เรนลงทุน 11 ล้านเหรียญ ในวอชิงตันโพสต์  บริษัทหนังสือพิมพ์ที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  และยังคง "กอด" ไว้อยู่จนถึงตอนนี้  ในช่วงกว่า 35 ปี ที่วอร์เรนลงทุน  มูลค่าของบริษัทได้พุ่งขึ้นถึง $1.4 พันล้านเหรียญ  นี่คือการลงทุน 11 ล้านเหรียญ  ที่ทำกำไรได้  $1.4 พันล้านเหรียญ!!!  ไม่เลวเลยทีเดียว  และที่ดีที่สุดคือ  เนื่องจากวอร์เรนไม่เคยขายหุ้นเลยสักหุ้น  ดังนั้นจนถึงขณะนี้เขาจึงยังไม่ต้องเสียภาษีสักสตางค์แดงเดียวจากกำไรที่ได้รับด้วย 

       ในทางกลับกัน  เกรแฮมซึ่งใช้หลัก 50% คงขายหุ้นวอชิงตันโพสต์ของวอร์เรนไปตั้งแต่ปี 1976 ในราคาราว 116 ล้านเหรียญ  และต้องเสียภาษี 39% ของกำไรที่ได้จากส่วนต่างราคาหุ้น แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ  บรรดาเซียนคัดหุ้นในวอลล์สตรีทที่คงจะซื้อๆ ขายๆ เป็นเจ้าของหุ้นเหล่านี้ครั้งไม่ถ้วนในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา  เพื่อที่จะได้กำไร 10-20% จากตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง  และต้องเสียภาษีทุกครั้งที่ขายด้วย  แต่วอร์เรน  บัฟเฟตต์คั้นกำไรจากการลงทุนในวอชิงตันโพสต์ได้มากถึง 12,460% และถึงทุกวันนี้ยังไม่ต้องเสียภาษีสักแดงเดียวจากกำไร  $1.4 พันล้านเหรียญ

         วอร์เรนได้เรียนรู้ว่า  เวลาจะทำให้เขารวยระเบิด  หากเขาลงทุนในบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน 

 warren buffett