แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุนระยะยาว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุนระยะยาว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

กำไร (ขาดทุน) กำไรก่อนหักภาษี และภาษีจ่าย


กำไร (ขาดทุน) จากการขายสินทรัพย์และอื่นๆ 

         เมื่อบริษัททำการขายสินทรัพย์ (ที่ไม่ใช่สินค้าคงคลัง) กำไรหรือขาดทุนจากการขายจะได้รับการบันทึกภายใต้ กำไร (ขาดทุน) จากการขายสินทรัพย์ โดยกำไรคือส่วนต่างของเงินที่ได้รับจากการขายและมูลค่าของสินทรัพย์ที่ปรากฏในบัญชีของบริษัท  หากบริษัทมีอาคารที่ได้มาในราคา $1 ล้าน  หลังจากตัดค่าเสื่อมไปเหลือมูลค่าเพียง $500,000 แล้วขายไป $800,000 บริษัทจะบันทึกกำไรจากการขายสินทรัพย์เท่ากับ $300,000  ในทางเดียวกัน  หากบริษัทขายอาคารไปในราคา $400,000 เหรียญ  บริษัทก็จะบันทึกขาดทุนเท่ากับ $100,000

        สำหรับบัญชีอื่นๆ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ บัญชีนี้คือที่ที่รายได้และค่าใช้จ่ายซึ่งไม่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการ  ค่าใช้จ่ายที่ไม่ปกติและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ได้รับการคำนวณออกมาและบันทึกลงในงบกำไรขาดทุน  รายการเหล่านี้รวมถึงการขายสินทรัพย์ถาวร  เช่น  ที่ดิน  โรงงาน และเครื่องจักร  ส่วนที่รวมอยู่ในรายการ อื่นๆ อาจมี  เช่น การอนุญาติใช้สิทธิ์และการขายสิทธิบัตร  หากสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับธุรกิจปกติของบริษัท

       บางครั้งรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็มีนัยสำคัญต่อตัวเลขกำไรขาดทุนของบริษัทเช่่นกัน แต่เนื่องจากมันเป็นรายการที่จะไม่เกิดอีก  วอร์เรนจึงเชื่อว่าในการจะตัดสินว่าบริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันหรือไม่นั้น  รายการเหล่านี้มันไม่ควรนำมาคำนวณรวมในกำไรสุทธิของบริษัท


กำไรก่อนหักภาษี : ตัวเลขซึ่งวอร์เรน  บัฟเฟตต์ใช้

          กำไรก่อนหักภาษี  คือกำไรของบริษัทหลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว  แต่ยังไม่หักภาษี  นี่คืออีกหนึ่งตัวเลขที่วอร์เรนใช้ในการคำนวณผลตอบแทนที่จะได้รับเมื่อเขาซื้อธุรกิจทั้งธุรกิจ  หรือซื้อเพียงบางส่วนจากการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

          นอกจากการลงทุนที่ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว  ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนทุกรูปแบบจะถูกนำเสนอต่อตลาดในรูปก่อนการหักภาษีและเนื่องจากการลงทุนทุกชนิดจะต้องมีการแข่งขัน  ดังนั้น  การคิดถึงธุรกิจเหล่านี้ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียมกันจึงง่ายกว่า

          เมื่อวอร์เรน  บัฟเฟตต์ซื้อพันธบัตรปลอดภาษีมูลค่า $139 ล้านเหรียญ ของวอชิงตัน  พับบลิค เพาเวอร์  ซัพพลาย ซิสเต็ม (Washington Public Power Supply System - WPPSS) ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยให้เขาปีละ $22.7 ล้านเหรียญ  โดยไม่ต้องหักภาษีนั้น  เขาให้เหตุผลว่ารายได้หลังหักภาษี  $22 ล้านเหรียญ  เท่ากับรายได้ก่อนหักภาษี $45 ล้าน ซึ่งปกติการซื้อธุรกิจที่จะทำรายได้ก่อนหักภาษีให้เขา $45 ล้าน  เขาต้องจ่ายเงิน $250 ล้าน ถึง $300 ล้าน ดังนั้น  เขาจึงมองว่าพันธบัตรของ WPPSS เป็นธุรกิจที่เขาซื้อได้ในราคาส่วนลด 50% เทียบกับมูลค่าของธุรกิจอื่นที่มีเศรษฐกิจเดียวกันซึ่งขายกันอยู่ในตลาด

          วอร์เรนจะพูดถึงรายได้ของบริษัทในรูปรายได้ก่อนหักภาษีเสมอเพราะทำให้เขาสามารถเปรียบเทียบธุรกิจหรือการลงทุนหนึ่งกับอีกธุรกิจหรือการลงทุนอื่นๆได้  หนึ่งในความจริงสำคัญที่วอร์เรนเผยให้เห็นก็คือ  บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน  ความจริงแล้วก็คือ  "ตราสารทุน" (Equity bond) ประเภทหนึ่งที่ให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเสมอ  เราจะท้าการสำรวจทฤษฏีเกี่ยวกับ "ตราสารทุน" ของวอร์เรนอย่างละเอียดขึ้นในครั้งท้าย ๆ ของการตีความงบการเงินนี้


ภาษีจ่าย : วอร์เรนทราบได้อย่างไรว่าใครพูดความจริง

           เช่นเดียวกันกับผู้เสียภาษีทุกคน  บริษัทสัญชาติอเมริกันทุกบริษัทต้องเสียภาษีรายได้  โดยปัจจุบันอัตราภาษีที่ชำระอยู่ที่ประมาณ 35% ของรายได้บริษัท  เมื่อมีการจ่ายภาษีจำนวนดังกล่าวจะได้รับการบันทึกลงในงบกำไรขาดทุนภายใต้ ภาษีรายได้  หรือ  ภาษีจ่าย
           สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ภาษีจ่าย  ก็คือ  มันสะท้อนให้เห็นถึงรายได้ก่อนหักภาษีที่แท้จริงของบริษัท  บางครั้งหลายบริษัทชอบอวดโลกว่า ธุรกิจทำเงินมากกว่าที่ทำได้จริง (ช็อคล่ะสิ?) ดังนั้น  วิธีหนึ่งที่จะรู้ว่าพวกเขาพูดความจริงหรือไม่ก็คือ  ไปดูเอกสารที่ยื่น SEC ว่าพวกเขาเสียภาษีรายได้เท่าไหร่  โดยให้ดูตัวเลขตรงที่ระบุว่า  รายได้จากการดำเนินกิจการก่อนหักภาษี  แล้วหักออก 35% หากจำนวนที่ได้ไม่เท่ากับจำนวนที่บริษัทระบุไว้ใน ภาษีจ่าย  ก็เริ่มสงสัยได้

         วอร์เรน  บัฟเฟตต์เรียนรู้จากประสบการณ์อันยาวนานว่า  บริษัmที่วุ่นวายกับการตบตาสรรพากร  มักจะพยายามอย่างยิ่งในการตบตาผู้ถือหุ้นด้วยและความงดงามของบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว  คือ  การที่บริษัททำเงินได้มากจนไม่ต้องสร้างภาพตบตาใคร

ดอกเบี้ยจ่าย การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์


ดอกเบี้ยจ่าย : วอร์เรน บัฟเฟตต์ไม่ต้องการ 

       ดอกเบี้ยจ่าย  คือ ดอกเบี้นที่บริษัทจ่ายออกไประหว่างไตรมาสหรือปี  สำหรับหนี้ของบริษัทซึ่งปรากฏในงบดุลในหมวด  หนี้สิน  ในขณะที่เป็นไปได้ที่บริษัทจะมีรายรับจากดอกเบี้ยมากกว่าที่จ่ายออกไป  เช่น ธนาคาร แต่ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและการขายปลีกส่วนใหญ่มักจะมีดอกเบี้ยจ่ายมากกว่าดอกเบี้ยรับ  

         ค่าใช้จ่ายนี้เรียกว่าต้นทุนทางการเงิน  ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ และจะแยกออกมาเป็นอีกรายการโดดๆ เพราะดอกเบี้ยจ่ายจะไม่ผูกพันกับการผลิตหรือการขาย  แต่สะท้อนให้เห็นถึงหนี้ทั้งหมดที่บริษัทมีในบัญชี  ยิ่งบริษัทมีหนี้เท่าใด  ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็สูงขึ้นเท่านั้น 

         ในบริษัทที่มีดอกเบี้ยจ่ายสูงเทียบกับรายได้จากการดำเนินกิจการมีแนวโน้มที่จะเป็น 1 ใน 2 ประเภทนี้ คือ : เป็นบริษัทซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันรุนแรง  ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนสูงเพื่อให้สามารถแข่งขันได้  หรือเป็นบริษัทที่มีเศรษฐกิจของธุรกิจยอดเยี่ยมซึ่งมีหนี้จากการซื้อกิจการด้วยเงินกู้

           สิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ค้นพบก็คือ   บริษัที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนมักจะมีดอกเบี้ยจ่ายน้อยหรือไม่มีเลย  พร็อคเตอร์แอนก์แกมเบิล บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวมีดอกเบี้ยจ่ายเพียง 8% ของรายได้จากการดำเนินกิจการเท่านั้น  ในขณะที่ริกลี่ย์มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เฉลี่ย 7% ตรงกันข้ามกับกู๊ดเยียร์ซึ่งอยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนสูง  ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 49% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ

          แม้แต่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงเช่นธุรกิจสายการบิน  ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายออกไปจากรายได้จากการดำเนินกิจการก็สามารถนำมาบ่งชี้บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันได้ด้วยเช่นกัน  สายการบินเซาธ์เวสท์ที่มีกำไรสม่ำเสมอ  มีดอกเบี้ยจ่ายเพียง 9% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ  ในขณะที่สายการบินยูไนเต็ดคู่แข่งที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่เสมอ  มีดอกเบี้ยจ่ายถึง 61% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ และสายการบินอเมริกันคู่แข่งอีกหนึ่งของเซาธ์เวสท์ซึ่งมีปัญหารุมเร้าอยู่มีดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 92% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ

           ด้วยเหตุนี้  จึงเป็นกฏว่า ... บริษัทในกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนซึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ลงทุนอยู่ทั้งหมดต้องมีดอกเบี้ยจ่ายต่ำกว่า 15% ของรายได้จากการดำเนินกิจการทั้งสิ้นอย่างไรก็ตาม  ร้อยละของดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้จากการดำเนินกิจการของแต่ละอุตสาหกรรมสามารถมีความแตกต่างกันอย่างมาก ตัวอย่างเช่น เวลส์  ฟาร์โก  ธนาคารซึ่งวอร์เรนถือหุ้นอยู่ 14% จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 30% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ ซึ่งดูเหมือนสูง เมื่อเทียบกับโค้ก แต่ความเป็นจริงแล้วกลับทำให้เวลส์  ฟาร์โกเป็นธนาคารดีที่สุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของอเมริกา ซึ่งมีอัราส่วนการจ่ายดอกเบี้ยต่ำที่สุดและน่าสนใจที่สุด  นอกจากนี้ เวลส์ ฟาร์โกยังเป็นธนาคารเดียวที่มีความมั่นคงระดับ AAA จากการจัดอันดับของสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์สด้วย

         อัตราส่วนของดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้จากการดำเนินกิจการยังเป็นตัวบ่งชี้อย่างดีถึงระดับความอันตรายของเศรษฐกิจที่บริษัทจัดอยู่ด้วย  ตัวอย่างเช่น ธนาคารวาณิชธนกิจซึ่งมีดอกเบี้ยจ่ายราว 70% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ  คนที่มีสายตาละเอียดจะเน้นว่า ในปี 2006 แบร์ สเติร์นส์  รายงานว่าบริษัทมีดอกเบี้ยจ่าย 70% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ  แต่เมื่อถึงไตรมาสสิ้นสุด  ณ  เดือนพฤศจิกายน 2007 อัตราการจ่ายดอกเบี้ยต่อรายได้จากการดำเนินกิจการได้กระโดยสูงขึ้นถึง 230% ซึ่งหมายความว่า  บริษัทต้องนำเงินจากส่วนผู้ถือหุ้นมาโปะตรงส่วนต่างนี้  การทำเช่นนี้ในบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงเช่น แบร์ สเติร์นส์  หมายถึงหายนะ  และเพียงเดือนมีนาคม 2008 แบร์  สเติร์นที่เคยยิ่งใหญ่  ซึ่งก่อนหน้านี้ 1 ปี มีราคาซื้อขายในตลาดสูงถึง $170 เหรียญต่อหุ้น  ก็ถูกบังคับให้ควบรวมกับเจพี  มอร์แกน เชส แอนด์ โค ในราคาเพียงหุ้นละ $10 เหรียญเท่านั้น

         กฏในบทนี้ธรรมดามาก : ในทุกอุตสาหกรรม  บริษัทที่มีอัตราส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้การดำเนินธุรกิจต่ำที่สุดมักจะเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขัน  และในโลกของวอร์เรน  บัฟเฟตต์  การลงทุนในบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  เป็นหนทางเดียวที่สามารถรับรองได้ว่าจะนำไปสู่ความร่ำรวยได้ในระยะยาว

กำไรขั้นต้น / ส่วนต่างกำไรขั้นต้น การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์


กำไรขั้นต้น/ส่วนต่างกำไรขั้นต้น  ตัวเลขสำคัญสำหรับวอร์เรนในการค้นหาขุมทองในระยะยาว

           ตอนนี้หากเรานำตัวเลขที่บริษัทรายงานว่าคือ  ต้นทุนสินค้าขายมาหักจากยอด  รวมรายได้ ของบริษัท  เราจะได้กำไรขั้นต้น  ตัวอย่าง เช่น : ยอดรวมรายได้ $10 ล้าน  ลบต้นทุนสินค้าขาย $7 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้น $3 ล้าน

            กำไรขึ้นต้น  คือเงินที่บริษัททำได้จากรายได้ขั้นต้นหลังจากหักต้นทุนของวัตถุดิบและแรงงานที่ใช้ในการทำสินค้าแล้ว  แต่ยังไม่รวมค่าใช้จ่าย  เช่น  ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร  ค่าเสื่อมราคา และต้นทุนของดอกเบี้ยในการดำเนินธุรกิจ  

             ตัวเลขกำไรขั้นต้นเพียงตัวเดียวบอกอะไรได้น้อยมาก  แต่เราสามารถนำตัวเลขนี้มาคำนวณส่วนต่างกำไรขั้นต้นของบริษัท  ซึ่งจะบอกให้เราได้ทราบอะไรบางอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติของเศรษฐกิจของบริษัทนั้นๆ ได้อย่างดี  สมการในการหาส่วนต่างกำไรขั้นต้น คือ

            กำไรขั้นต้น / ยอดรวมรายได้ = ส่วนต่างกำไรขั้นต้น 

            สำหรับวอร์เรน  บัฟเฟตต์  สิ่งที่เขามองหาคือ  บริษัที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนบางอย่าง  หรือธุรกิจที่เขาสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว  และสิ่งที่เขาพบก็คือ  บริษัทที่มีเศรษฐกิจยอดเยี่ยมที่ได้เปรียบในระยะยาวมักจะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้นสูงอย่าง สม่ำเสมอ กว่าบริษัทอื่น เราจะยกตัวอย่างใหคุณดู

           ส่วนต่างรายได้ขั้นต้นของบริษัทที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ บ่งชี้แล้วว่ามีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนรวมถึง : โคคา - โคล่า ซึ่งมีส่วนต่างกำไรขั้นต้น 60% หรือมากกว่าให้เห็นอย่างสม่ำเสมอ  บริษัทจัดอันดับพันธบัตรมูดี้ส์  มีส่วนต่าง 73% เดอะ  เบอร์ลิงตัน นอร์ทเธิร์น ซานตาเฟ เรลเวย์ 61% และบริษัทเคี้ยวมันอย่างหมากฝรั่งริกลี่ย์ 51% 

           จากการเปรียบเทียบธุรกิจชั้นยอดเหล่านี้กับบริษัทอื่นๆ ทำให้เราทราบถึงความแตกต่าง  บริษัทที่มีเศรษฐกิจของธุรกิจไม่ดีนักในระยะยาว เช่น สายการบินยูไนเต็ด  ที่ล้มละลายฟื้นๆ ฟุบๆ เป็นประจำ  มีส่วนต่างกำไรขั้นต้น 14% บริษัทผลิตรถยนต์เจนเนอรัล มอเตอร์สที่กำลังประสบปัญหาทำได้ 21% แบบหืดขึ้นคอ, ยูเอส สตีล บริษัทซึ่งเริ่มทำกำไรได้แล้วแต่ยังไม่แข็งแกร่งนักมี 17% และยางกู๊ดเยียร์ ที่วิ่งได้ในทุกสภาพอากาศ  แต่ในเศรษฐกิจที่ไม่ดีนักเริ่มวิ่งไม่ออก  มีตัวเลขที่ไม่น่าประทับใจนักที่ 20% 
      
          ธุรกิจเทคโนโลยีคือธุรกิจที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ขออยู่ห่างๆ เพราะว่าเขาไม่เข้าใจ  แม้ไมโครซอฟท์จะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้นสม่ำเสมอสูงถึง 79% ขณะที่แอปเปิ้ลอยู่ที่ 33% ตัวเลขร้อยละนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่โครซอฟท์มีเศรษฐกิจที่ดีกว่าจากการขายระบบปฏิบัติการและซอฟแวร์  เทียบกับแอปเปิ้ลซึ่งขายฮาร์ดแวร์และบริการ

           สิ่งที่สร้างส่วนต่างกำไรขั้นต้นสูงให้กับบริษัทคือ  ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  ซึ่งทำให้บริษัทมีอิสระในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์และบริการที่จำหน่ายสูงกว่าต้นทุนสินค้าขายได้มาก  หากไม่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน  บริษัทจะต้องต่อสู้กับคู่แข่งด้วยการลดราคาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ขาย  ซึ่งทำให้ส่วนต่างกำไรและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทลดลงด้วยอย่างแน่นอน

          ดังนั้น จึงเป็นกฏธรรมดามาก (และมีข้อยกเว้น) ว่า : บริษัทซึ่งมีส่วนต่างกำไรขั้นต้น 40% หรือมากกว่า  มีแนวโน้มที่จะเป็นบริษัทที่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนประการใดประการหนึ่ง  ในขณะที่บริษัทที่มีตัวเลขน้อยกว่า 40% มีแนวโน้มที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง  ซึ่งการแข่งขันส่งผลกระทบต่อส่วนต่างกำไรโดยรวม (นี่ก็มีข้อยกเว้นด้วยเช่นกัน)  ส่วนต่างกำไรขั้นต้น 20% หรือน้อยกว่า มักเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่าอุตสาหกรรมนั้นๆ มีการแข่งขันที่ดุเดือด  และไม่มีบริษัทใดในอุตสาหกรรมนี้ที่สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่ยั่งยืนเหนือคู่แข่งได้  และบริษัทในอุตสหกรรมที่มีการแข่งขันสูงซึ่งไม่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันใดๆ ไม่มีวันจะทำให้เรารวยได้ในระยะยาว 

           ในขณะที่ส่วนต่างกำไรขั้นต้นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบริษัทจะรอบพ้นจากความล้มเหลว  แต่ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ตัวแรกๆ ว่าบริษัทมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนและมีความสม่ำเสมอ  วอร์เรน บัฟเฟตต์ เน้นคำว่า "ยั่งยืน" เป็นอย่างมาก  ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย  เราจึงควรตรวจสอบตัวเลขส่วนต่างกำไรขั้นต้นของบริษัทในช่วง 10 ปีล่าสุด  เพื่อความมั่นใจว่าบริษัทมีความ "สม่ำเสมอ" วอร์เรนทราบว่า  เมื่อเราจะค้นหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน "ความสม่ำเสมอ" คือหัวใจของเกมนี้

           ตอนนี้เราจะพูดถึงสาเหตุหลายประการที่ทำให้บริษัทซึ่งมีส่วนต่างผลกำไรสูงหลงทาง  ทำให้บริษัทสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว  
  1. คือต้นทุนการค้นคว้าที่สูงลิ่ว
  2. บริษัทมีต้นทุนการขายและการบริหารสูง
  3. ต้นทุนดอกเบี้ยจากหนี้ของบริษัทสูง  
           ค่าใช้จ่าย 1 ใน 3  ตัวนี้สามารถทำความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของธุรกิจได้ในระยะยาว  ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเหล่านี้เรียกว่า  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ซึ่งเป็นเสมือนหนามยอกอกของทุกธุรกิจ