วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559
warren buffett speech to students MBA
warren buffett speech to students MBA Talk About life and Invester mind
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ความจำเป็นที่จะต้องวางแผน
ความจำเป็นที่จะต้องวางแผน ไม่ใช่ทำเฉพาะการลงทุนเท่านั้น
คุณจะเดินทางไปในสถานที่ที่คุณไม่เคยไปมาก่อนโดยไม่มีแผนที่ไม่มีเอกสารบอกเส้นทางใดๆ และไม่มีเครื่องนำทางจีพีเอสไหม ? คุณจะเริ่มต้นธุรกิจโดยไม่ยอมเสียเวลาและพลังงานเพื่อค้นคว้าวิจัยธุรกิจนั้นๆ ให้รู้แจ้งโดยตลอดแล้วเขียนแผนธุรกิจที่ดีเตียมไว้ก่อนหรือป่าว? คำตอบที่ได้นั้นจะอธิบายถึงคำที่คนโบราณกล่าวไว้ได้ว่า "ใครก็ตามที่ล้มเหลวในการวางแผน คนผู้นั้นก็ได้วางแผนไปสู่ความล้มเหลว"
ทั้งๆ ที่ภูมิปัญญาประโยคข้างต้นนี้สามารถใช้เป็นเครื่องเตือนใจได้เป็นอย่างดีแล้วก็ตาม นักลงทุนจำนวนมากก็ยังคงเริ่มต้นการลงทุนของเขาโดยไม่มีแผนการใดๆ เลย เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ามีนักลงทุนจำนวนน้อยมากที่มีความสามารถในการเขียนแผนการลงทุนได้ดี และนั่นคือสิ่งที่ผู้คนในวอลล์สตรีทและสือมวลชนไม่อยากให้คุรทำ กลยุทธ์การเอาชนะของผู้คนเหล่านั้นคือ กลยุทธ์ที่จะทำให้คุณพ่ายแพ้นั่นเอง
มันเป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องพึงเข้าใจว่า แผนการลงทุนมีความจำเป็นต่อการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับการลงทุน คุณไม่สามารถที่จะประเมินค่าการลงทุนใดๆ ได้อย่างเหมาะสมโดยปราศจากการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อความเสี่ยงและความคาดหวังต่อผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนของคุณ ซึ่งนั่นเป็นข้อได้เปรียบที่จะบรรลุถึงความสำเร็จในแผนการลงทุน
แผนการเงินจะต้องเป็นเอกสารที่มีชีวิต
เช่นเดียวกับแผนธุรกิจซึ่งต้องมีการทบทวนอยู่เป็นประจำเพื่อที่จะปรับเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆ ของตลาด แผนการลงทุนและแผนการเงินจะต้องเป็นเอกสารที่มีชีวิตต้วย ถ้าแผนใดๆ ของคุณมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับชีวิตเกิดขึ้น ก็จะส่งผลต่อแผนต่างๆ เป็นอย่างมาก ดังนั้นแผนการลงทุนจึงควรจะต้องได้รับการทบทวนทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญๆ ในชีวิตเกิดขึ้น
การเคลื่อนไหวของตลาดก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสมมติฐานได้เช่นกัน ขณะที่ตลาดอยู่ในภาวะขาขึ้นอาจจะหมายความว่าคุณกำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายแล้วซึ่งจะทำให้คุณมีความเสี่ยงน้อยลง แต่ภาวะตลาดขาขึ้นก็อาจจะไปลดความคาดหวังในผลตอบแทนลงได้ นั่นหมายความว่าเป้าหมายของหลายๆ คนอาจจะห่างไกลออกไปและจะต้องรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ในทางกลับกันสำหรับภาวะตลาดขาลงนั่นจะเกิดขึ้นได้จริง ดังนั้นนโยบายที่ดีคือการทบทวนแผนการลงทุนและสมมติฐานที่วางไว้ทุกๆ ปี
ก่อนที่คุณจะเขียนแผนการลงทุน คุณควรจะทบทวนแผนการเงินและสถานะส่วนบุคคลของคุณเสียก่อน นอกเหนือจากการพิจารณาแผนการเงินแล้ว คุณยังควรจะพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้อีกด้วย
- ความมั่นคงในหน้าที่การงานของคุณ
- ความเสี่ยงในงานของคุณเกี่ยวพันกับการลงทุนในหุ้นของคุณหรือไม่?
- ขนาดการลงทุนของคุณ
- ความทนทานต่อความเสี่ยง
- ความต้องการเงินสำรองฉุกเฉิน
จงจำไว้ว่าขนาดการลงทุนของคุณจะมีผลต่อการวางแผนเกษียณอายุของตัวคุณเอง และมันอาจจะเกี่ยวพันกับการจากไปของคุณ หากคุณลงทุนเผื่อแทนลูกหลาน
คุณควรจะพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะต้องรับความเสี่ยงด้วย คุณเก็บออมเงินได้เพียงพอหรือไม่? ถ้าเพียงพอแล้ว ทำไมคุณจุต้องรับความเสี่ยงต่อไปอีก? นักลงทุนจำนวนมากมายล้มเหลวกับการทำความเข้าใจว่ากลยุทธ์ที่สร้างความร่ำรวย (โดยการรับความเสี่ยง) นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลยุทธ์ที่ดำรงความร่ำรวยให้คงอยู่
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ มันไม่เพียงพอที่จะมีแค่แผนการลงทุนที่ดีเพียงอย่างเดียว คุณจำเป็นต้องนำแผนการเงินเข้ามาพิจารณาประกอบด้วยซึ่งจะต้องรวมถึงเรื่องอสังหาริมทรัพย์ การวางแผนภาษี และการจัดการความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นความต้องการของชีวิต สุขภาพ การเสื่อมสมรรถภาพ การรักษาพยาบาลระยะยาว หนี้สินส่วนบุคคล และการประกันชีวิต นอกจากนั้นยังต้องมีการวางแผนประกันสังคม แล้วในที่สุดยังต้องรวมถึงกิจกรรมการบริจาคสาธารณกุศลเข้าไปไว้ด้วย
แผนการลงทุนที่ดีควรจะต้องมีการส่งมอบความมั่งคั่งไปย้งสมาชิกในครอบครัวไว้ด้วย ซึ่งคุณสามารถทำร่วมกับแผนงานที่เรียกว่า แผนการลงทุนเพื่อครอบครัวมั่งคั่ง และที่สำคัญ คุณควรจะทำแผนฉุกเฉินไว้เผื่อกรณีที่พอร์ตการลงทุนของคุณล้มเหลวที่จะส่งมอบผลตอบแทนตามที่วางแผนไว้ คุณควรเขียนระบุให้ชัดเจนเลยว่าคุณจะแก้ปัญหาอย่างไรถ้าสภาวะตลาดตกต่ำนำไปสู่เหตุการณ์ความล้มเหลวที่คุณไม่สามรถยอมรับได้ คุณคงไม่อยากพบตัวเองอยู่ในสถานณ์การณ์ที่พอร์ตการลงทุนของคุณล้มเหลวหรือตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่
หนังสือนโยบายการลงทุน หรือ IPS ของคุณควรรวมเอารายการของเป้าหมายเฉพาะไว้ด้วย เช่น มูลค่าเงินที่คุณว่างแผนจะเพิ่มเข้าไปในพอร์ตการลงทุนในแต่ละปี มูลค่าสินทรัพย์ที่คุณพยายามจะสะสมให้ได้ตามเวลาที่กำหนด เมื่อไรที่คุณจะเริ่มต้นถอนเงินออกจากพอร์ตการลงทุนของคุณ และมูลค่าเงินที่คุณจะถอนออกมาในแต่ละปี ข้อระบุทั้งหลายเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าได้ว่าคุณยังคงดำเนินตามเป้าหมายที่วางไว้และตามระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ และเพื่อให้คุณปรับเปลี่ยนแผนได้อย่างเหมาะสมตลอดระยะเวลาการลงทุน ขั้นตอนต่อไปในการพัฒนาแผน IPS ของคุณคือ การจัดสรรการลงทุนหรือการจัดพอร์ตการลงทุน ควรรวมเอาตารางการจัดสรรการลงทุนแต่ละประเภทให้เป็นตามแผน มีการกำหนดขอบเขตการจัดสรรการลงทุนแต่ละประเภทโดยกำหนดวงเงินต่ำสุดและวงเงินสูงสุดที่คุณสามารถลงทุนได้เพื่อให้การปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนทำได้คล่องตัวและยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ IPS ที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรจะเป็นไกด์นำทางและช่วยสร้างวินับที่จำเป็นต่อกลยุทธ์ในการลงทุน ส่วนการพัฒนาแผนการจัดสรรการลงทุน เราจะพูดถึงในครั้งต่อไป
วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558
คำแนะนำของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” สำหรับปี 2015
ผมได้มีโอกาสอ่านบทความเรื่อง “6 Things Warren Buffett Says You Should Do With Your Money In 2015” จากเว็บไซต์ “Business insider” ซึ่งผู้เขียนบทความนี้ได้รวบรวมข้อคิดดีๆ ที่สุดยอดนักลงทุนอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ได้กล่าวไว้ในวาระต่างๆ ในปีที่ผ่านมา สรุปเป็นคำแนะนำทางด้านการเงิน 6 ข้อ ผมเห็นว่ามีประโยชน์ จึงขอนำมาถ่ายทอดให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันครับ
1.ลงทุนในแหล่งที่มีความปลอดภัย
ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นบริษัท เบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ ประจำปี 2014 “บัฟเฟตต์” ได้เปิดเผยถึงแผนการบริหารทรัพย์สินของเขา พร้อมทั้งแนะนำให้ผู้อ่านลงทุนในแหล่งลงทุนที่มีความปลอดภัย มีค่าใช้จ่ายต่ำ และเป็นการลงทุนแบบระยะยาว เขาแนะนำให้ลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500 ที่คิดค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนต่ำมากๆ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ดีกว่าแหล่งลงทุนอื่นๆ ที่ต้องจ้างผู้จัดการกองทุนค่าตัวแพงๆ
2.อยู่ให้ห่างจาก “Bitcoin”
“Bitcoin” เป็นสกุลเงินชนิดหนึ่งในโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งอาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในเมืองไทย “บัฟเฟตต์” มองว่าการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบดังกล่าวไม่ใช่เป็นเรื่องของการลงทุน เนื่องจากมันไม่มีมูลค่าที่แท้จริง แต่เป็นเหมือนภาพลวงตา และเป็นเพียงการหมุนเงินหรือถ่ายโอนเงินรูปแบบหนึ่งเท่านั้น เขาจึงแนะนำให้อยู่ห่างๆ เอาไว้
3.เรียนรู้ที่จะอ่านงบการเงิน
“บัฟเฟตต์” ได้ให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ฝึกงานด้านหลักทรัพย์คนหนึ่งไว้ว่า ให้พยายามเข้าอบรมด้านบัญชีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากบัญชีเป็นภาษาของธุรกิจ มันจะทำให้สามารถอ่านและทำความเข้าใจงบการเงินได้ง่ายขึ้น นี่เป็นการเรียนรู้เล็กๆ น้อยๆ ในเบื้องต้น ที่จะเป็นประโยชน์มหาศาลในภายหลัง
4.มุ่งเน้นที่การเก็บออม ไม่ใช่มุ่งหวังรวยเร็ว
“บัฟเฟตต์” บอกว่า ความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดก็คือ การไม่เรียนรู้และฝึกฝนให้มีนิสัยในการเก็บออมอย่างเหมาะสมแต่เนิ่นๆ การออมให้เป็นนิสัยนั้นสามารถทำให้เรารวยได้ แม้ต้องอาศัยเวลาบ้างก็ตาม ในขณะที่การร่ำรวยแบบเร็วๆ หรือรวยทางลัดนั้น “บัฟเฟตต์” บอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
5.เมื่อราคาหุ้นตก ให้ซื้อ ไม่ใช่ขาย
“บัฟเฟตต์” ให้สัมภาษณ์ว่า เขาชอบเข้าซื้อตอนที่หุ้นตก ยิ่งตกหนักๆ เขายิ่งชอบ “ผมไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าตลาดหุ้นจะไปในทิศทางใด ผมรู้แค่ว่าควรเข้าไปซื้อหุ้นของกิจการที่มีราคาเหมาะสมเพื่อเป็นเจ้าของในระยะยาว”
6.หยุดทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ
“บัฟเฟตต์” บอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างผลตอบแทนทางการลงทุนที่ยอดเยี่ยม เพียงแค่คุณรู้ข้อจำกัดของตัวเอง และเดินตามแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม มีเหตุมีผล และอย่าหวั่นไหวไปตามกระแสรอบข้าง ถ้ามีผู้มายื่นข้อเสนอที่จะทำให้คุณได้กำไรอย่างรวดเร็ว ก็ให้รีบปฏิเสธเขาไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน “บัฟเฟตต์” กล่าวเตือนสติไว้ว่า “ถ้าคุณไม่ได้ลงทุนในสิ่งที่คุณรู้จริง ก็เท่ากับว่าคุณกำลังเล่นพนันหรือเสี่ยงดวงนั่นเอง”
ทั้งหมดนั้นก็คือ คำแนะนำที่ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ได้ให้ไว้ หวังว่าคุณผู้อ่านจะสามารถนำไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับการบริหารเงินและการลงทุนได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ
วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์และการตีความงบการเงิน
การค้นหาบริษัทที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน
Chapter 12 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับงบดุล
Chapter 13 งบดุล สินทรัพย์ การตีความงบการเงิน
Chapter 14 วัฏจักรของสินทรัพย์หมุนเวียน : วิธีการทำเงิน
Chapter 15 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด สมบัติที่รอการปล้นจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์
Chapter 16 สินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้า
Chapter 17 ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน
Chapter 18 อาคาร ที่ดิน และเครื่องจักร : สำหรับวอร์เรนต์ ไม่ใช่สิ่งที่ดี
Chapter 13 งบดุล สินทรัพย์ การตีความงบการเงิน
Chapter 14 วัฏจักรของสินทรัพย์หมุนเวียน : วิธีการทำเงิน
Chapter 15 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด สมบัติที่รอการปล้นจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์
Chapter 16 สินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้า
Chapter 17 ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน
Chapter 18 อาคาร ที่ดิน และเครื่องจักร : สำหรับวอร์เรนต์ ไม่ใช่สิ่งที่ดี
วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557
กำไรสุทธิ และกำไรต่อหุ้น การตีความงบการเงิน วอร์เร็น บัฟเฟตต์
กำไรสุทธิ : สิ่งที่วอร์เรนมองหา
หลังจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดและภาษีถูกนำมาหักออกจากรายได้ของบริษัทแล้ว เราก็จะได้กำไรสุทธิของบริษัท และตรงนี้คือที่ซึ่งเราจะทราบว่าบริษัททำเงินได้เท่าใดหลังจากที่จ่ายภาษีรายได้แล้ว มีแนวคิดสองสามแนวคิดที่วอร์เรนใช้อยู่เมื่อเขาดูตัวเลขนี้ ซึ่งจะช่วยให้เขาตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้นๆ มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่.....เพราะฉะนั้น ทำไมเราไม่เริ่มที่นี่เลยล่ะ
แรกสุด ในรายการของวอร์เรน บัฟเฟตต์คือ ประวัติของกำไรสุทธินี้มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ ตัวเลขกำไรสุทธิเพียงปีเดียวไม่มีค่าสำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ สิ่งที่วอร์เรนสนใจคือภาพกำไรนั้นมีความสม่ำเสมอหรือไม่ และแนวโน้มในระยะยาวสูงขึ้นเรื่อยๆ ไหม --- ทั้ง 2 ข้อนี้แปลความหมายได้เท่ากับ "ความยั่งยืน" ของความได้เปรียบในการแข่งขัน... สำหรับวอร์เรนแล้ว การเดินทางไม่จำเป็นต้องราบรื่นเสมอ สิ่งที่เขามองหาคือประวัติแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ให้หมายเหตุไว้ว่า : จากโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัท เป็นไปได้ว่าประวัติแนวโน้มกำไรสุทธิของบริษัทอาจต่างจากประวัติแนวโน้มของกำไรต่อหุ้น โครงการซื้อหุ้นคืนจะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นจากการลดลงของจำนวนหุ้นที่นำมาหารกำไรสุทธิของบริษัท ทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น แม้ว่ากำไรสุทธิที่แท้จริงจะไม่เพิ่มขึ้นเลยก็ตาม ในกรณีสุดโต่ง โครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัทยังทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรสุทธิจริงของบริษัทลดลงก็มี
แม้ว่าการวิเคราะห์การเงินส่วนใหญ่จะเน้นที่กำไรต่อหุ้นของบริษัทแต่วอร์เรน บัฟเฟตต์จะมองที่กำไรสุทธิของธุรกิจเพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นกันแน่
สิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์เรียนรู้ก็คือ บริษัที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนจะรายงานร้อยละของกำไรสุทธิต่อยอดรวมรายได้สูงกว่าคู่แข่ง วอร์เรนบอกว่าหากได้เลือกเป็นเจ้าของบริษัทที่มีกำไร $20,000 ล้านเหรียญ จากรายได้รวม $10,000 ล้าน กับบริษัทที่มีกำไร $5,000 ล้าน จากรายได้รวม $100,000 ล้าน เขาจะเลือกบริษัทที่มีกำไร $2,000 ล้าน ทั้งนี้ก็เพราะว่า บริษัที่มีกำไรสุทธิ $2,000 ล้าน มีกำไรเท่ากับ 20% ของยอดรวมรายได้ ในขณะที่บริษัทมีกำไร $5,000 ล้าน มีกำไรเพียง 5% ของยอดรวมรายได้เท่านั้น
ดังนั้น ตัวเลขยอดรวมรายได้อย่างเดียวจึงบอกอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจของธุรกิจน้อยมาก แต่อัตราส่วนของกำไรสุทธิต่อยอดรวมรายได้จะสามารถบอกอะไรได้มากมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจของธุรกิจเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่น
ธุรกิจที่น่าทึ่ง เช่น โคคา - โคล่า มีกำไร 21% จากยอดรวมรายได้ขณะที่มูดี้ส์ทำได้ 31% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจที่แฝงอยู่ในธุรกิจซึ่งเหนือกว่าโคคา - โคล่า แต่บริษัทอย่างสายการบินเซาธ์เวสท์ มีกำไรน้อยนิดเพียง 7% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของธุรกิจสายการบินที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง ซึ่งไม่มีสายการบินใดมีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือเพื่อนร่วมธุรกิจเลย ในทางกลับกัน แม้แต่ในปีที่ดี (คือไม่ขาดทุน) จีเอ็ม มีกำไรเพียง 3% ของยอดรวมรายได้เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจห่วยแตกที่แฝงอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีการแข่งขันซูเปอร์สูง
กฏง่ายๆ (และมีข้อยกเว้น) ก็คือ : หากบริษัทมีประวัติการทำกำไรมากว่า 20% ของยอดรวมรายได้ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าบริษัทนั้นได้รับประโยชน์บางอย่างจากความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว ส่วนบริษัทที่แสดงตัวเลขรายได้สุทธิต่ำกว่า 10% ของยอดรวมรายได้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงที่ไม่มีบริษัทใดมีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่ง แน่นอน ระหว่างกำไร 10% และ 20% ของยอดรวมรายได้นั้น มีพื้นที่สีเทากว้างมาก และในพื้นที่นี้เต็มไปด้วยบริษัทมากมายที่พร้อมที่จะให้นักลงทุนเข้ามาเก็บเกี่ยวทองคำในระยะยาวซึ่งยังไม่มีผู้ใดค้นพบ
หนึ่งในข้อยกเว้นของกฏข้อนี้คือ ธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งเมื่อมีอัตราร้อยละระหว่างกำไรสุทธิและยอดรวมรายได้สูงผิดปกติ มักจะหมายถึงความไม่มีประสิทธิภาพของฝ่ายบริหารความเสี่ยงในขณะที่ตัวเลขของธุรกิจเหล่านี้ดูเย้ายวนใจนั้น ความจริงมันกำลังบ่งบอกถึงการยอมรับความเสี่ยงมากกว่าเพื่อทำกำไรอย่างง่ายๆ ซึ่งในเกมของการให้กู้ยืมเงินแล้ว มักจะเป็นสูตรสำเร็จของหายนะในระยะยาวและการประสบความหายนะทางการเงินนั้น ไม่ใช่วิธีที่จะพาใครไปสู่ความร่ำรวยอย่างแน่นอน
กำไรต่อหุ้น : วอร์เรน บัฟเฟตต์รู้ได้อย่างไรใครคือผู้ชนะ ใครคือผู้แพ้
กำไรต่อหุ้น คือ กำไรสุทธิของบริษัทของแต่ละหุ้นในรอบบัญชีหนึ่ง ซึ่งคือตัวเลขสำคัญในโลกของการลงทุน เพราะกฏมีว่า... ยิ่งบริษัทมีกำไรต่อหุ้นมากเท่าใด ราคาหุ้นก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ในการที่จะทราบว่าบริษัทมีกำไรต่อหุ้นเท่าใดนั้น ให้เรานำกำไรสุทธิของบริษัทมาหารด้วยจำนวนหุ้นที่อยู่ในมือผู้ถือหุ้น (Outstanding share) ของบริษัทตัวอย่างเช่น หากบริษัทมีกำไรสุทธิ $10 ล้าน ในปีนั้นๆ และบริษัทมีหุ้นที่อยู่ในมือผู้ถือหุ้น 1 ล้านหุ้น กำไรต่อหุ้นในปีนั้นก็คือ $10 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ในขณะที่กำไรต่อหุ้นเพียงปีเดียวไม่สามารถนำมาใช้บ่งชี้ว่าบริษัทหนึ่งๆ มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่ แต่กำไรต่อหุ้นในระยะเวลา 10 ปีจะสามารถให้ภาพที่ชัดเจนว่า บริษัทนั้นๆ มีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวหรือไม่ และสิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ค้นหาคือ ภาพกำไรต่อหุ้นในช่วง 10 ปีที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
อะไรบางอย่างที่คล้ายคลึงกับตัวเลขด้านล่างนี้
08 $2.95
07 $2.68
06 $2.37
05 $2.17
04 $2.06
03 $1.95
02 $1.65
01 $1.60
00 $1.48
99 $1.30
98 $1.42
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้วอร์เรน บัฟเฟตต์เห็นว่า บริษัทมีกำไรสม่ำเสมอและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว ซึ่งเป็นสัญญานดีเยี่ยมที่บ่งว่า บริษัทนี้มีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว ปกติแล้วกำไรที่สม่ำเสมอเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทกำลังขายผลิตภัณฑ์ตัวเดียวหรือหลายตัวซึ่งไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อันเป็นงานที่มีค่าใช้จ่ายสูง ส่วนกำไรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หมายความว่า เศรษฐกิจของบริษัทแข็งแกร่งพอที่ทำให้บริษัทสามารถสร้างค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดด้วยการโฆษณาหรือขยายกิจการ หรือทำวิศวกรรมทางการเงิน เช่น การซื้อหุ้นคืน เป็นต้น ได้
บริษัที่วอร์เรน บัฟเฟตต์จะถอยห่างคือ บริษัที่มีภาพกำไรสับสน เอาแน่ไม่ได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
08 $2.50
07 $(0.45) ขาดทุน
06 $3.89
05 $(6.05) ขาดทุน
04 $6.39
03 $5.03
02 $3.35
01 $1.77
00 $6.68
99 $8.53
98 $5.24
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นแนวโน้มที่ต่ำลงสลับกับขาดทุน ซึ่งบอกวอร์เรนให้รู้ว่าบริษัทนี้อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันที่รุนแรงและมีแนวโน้มที่จะรุ่งหรือจะดับไปเลยก็ได้ บริษัทจะรุ่งเมื่ออุปสงค์มากกว่าอุปทาน แต่เมื่ออุปสงค์มีมาก บริษัทก็จะเพิ่มการผลิตเพื่อตอบสนองซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และนำไปสู่ภาวะอุปทานล้นตลาดในที่สุด ภาวะสินค้าล้นตลาดทำให้ราคาตก ซึ่งหมายความว่า บริษัทจะขาดทุนจนกว่าตลาดจะสดใสขึ้นมาอีก มีบริษัทนับพันที่เป็นเช่นนี้ ทำให้ราคาหุ้นผันผวนอย่างมากเนื่องจากกำไรที่ไม่คงที่ และทำให้นักลงทุนประเภทเน้นคุณค่า (Value Investor) คิดว่าคือโอกาสในการซื้อ แต่ความจริงก็คือ พวกเขากำลังตีตั๋วขึ้นเรือแจวที่ไม่สามารถนำนักลงทุนไปไหนได้ไกล
กำไร (ขาดทุน) กำไรก่อนหักภาษี และภาษีจ่าย
กำไร (ขาดทุน) จากการขายสินทรัพย์และอื่นๆ
เมื่อบริษัททำการขายสินทรัพย์ (ที่ไม่ใช่สินค้าคงคลัง) กำไรหรือขาดทุนจากการขายจะได้รับการบันทึกภายใต้ กำไร (ขาดทุน) จากการขายสินทรัพย์ โดยกำไรคือส่วนต่างของเงินที่ได้รับจากการขายและมูลค่าของสินทรัพย์ที่ปรากฏในบัญชีของบริษัท หากบริษัทมีอาคารที่ได้มาในราคา $1 ล้าน หลังจากตัดค่าเสื่อมไปเหลือมูลค่าเพียง $500,000 แล้วขายไป $800,000 บริษัทจะบันทึกกำไรจากการขายสินทรัพย์เท่ากับ $300,000 ในทางเดียวกัน หากบริษัทขายอาคารไปในราคา $400,000 เหรียญ บริษัทก็จะบันทึกขาดทุนเท่ากับ $100,000สำหรับบัญชีอื่นๆ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ บัญชีนี้คือที่ที่รายได้และค่าใช้จ่ายซึ่งไม่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการ ค่าใช้จ่ายที่ไม่ปกติและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ได้รับการคำนวณออกมาและบันทึกลงในงบกำไรขาดทุน รายการเหล่านี้รวมถึงการขายสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน โรงงาน และเครื่องจักร ส่วนที่รวมอยู่ในรายการ อื่นๆ อาจมี เช่น การอนุญาติใช้สิทธิ์และการขายสิทธิบัตร หากสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับธุรกิจปกติของบริษัท
บางครั้งรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็มีนัยสำคัญต่อตัวเลขกำไรขาดทุนของบริษัทเช่่นกัน แต่เนื่องจากมันเป็นรายการที่จะไม่เกิดอีก วอร์เรนจึงเชื่อว่าในการจะตัดสินว่าบริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันหรือไม่นั้น รายการเหล่านี้มันไม่ควรนำมาคำนวณรวมในกำไรสุทธิของบริษัท
กำไรก่อนหักภาษี : ตัวเลขซึ่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ใช้
กำไรก่อนหักภาษี คือกำไรของบริษัทหลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว แต่ยังไม่หักภาษี นี่คืออีกหนึ่งตัวเลขที่วอร์เรนใช้ในการคำนวณผลตอบแทนที่จะได้รับเมื่อเขาซื้อธุรกิจทั้งธุรกิจ หรือซื้อเพียงบางส่วนจากการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นอกจากการลงทุนที่ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนทุกรูปแบบจะถูกนำเสนอต่อตลาดในรูปก่อนการหักภาษีและเนื่องจากการลงทุนทุกชนิดจะต้องมีการแข่งขัน ดังนั้น การคิดถึงธุรกิจเหล่านี้ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียมกันจึงง่ายกว่า
เมื่อวอร์เรน บัฟเฟตต์ซื้อพันธบัตรปลอดภาษีมูลค่า $139 ล้านเหรียญ ของวอชิงตัน พับบลิค เพาเวอร์ ซัพพลาย ซิสเต็ม (Washington Public Power Supply System - WPPSS) ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยให้เขาปีละ $22.7 ล้านเหรียญ โดยไม่ต้องหักภาษีนั้น เขาให้เหตุผลว่ารายได้หลังหักภาษี $22 ล้านเหรียญ เท่ากับรายได้ก่อนหักภาษี $45 ล้าน ซึ่งปกติการซื้อธุรกิจที่จะทำรายได้ก่อนหักภาษีให้เขา $45 ล้าน เขาต้องจ่ายเงิน $250 ล้าน ถึง $300 ล้าน ดังนั้น เขาจึงมองว่าพันธบัตรของ WPPSS เป็นธุรกิจที่เขาซื้อได้ในราคาส่วนลด 50% เทียบกับมูลค่าของธุรกิจอื่นที่มีเศรษฐกิจเดียวกันซึ่งขายกันอยู่ในตลาด
วอร์เรนจะพูดถึงรายได้ของบริษัทในรูปรายได้ก่อนหักภาษีเสมอเพราะทำให้เขาสามารถเปรียบเทียบธุรกิจหรือการลงทุนหนึ่งกับอีกธุรกิจหรือการลงทุนอื่นๆได้ หนึ่งในความจริงสำคัญที่วอร์เรนเผยให้เห็นก็คือ บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ความจริงแล้วก็คือ "ตราสารทุน" (Equity bond) ประเภทหนึ่งที่ให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเสมอ เราจะท้าการสำรวจทฤษฏีเกี่ยวกับ "ตราสารทุน" ของวอร์เรนอย่างละเอียดขึ้นในครั้งท้าย ๆ ของการตีความงบการเงินนี้
ภาษีจ่าย : วอร์เรนทราบได้อย่างไรว่าใครพูดความจริง
เช่นเดียวกันกับผู้เสียภาษีทุกคน บริษัทสัญชาติอเมริกันทุกบริษัทต้องเสียภาษีรายได้ โดยปัจจุบันอัตราภาษีที่ชำระอยู่ที่ประมาณ 35% ของรายได้บริษัท เมื่อมีการจ่ายภาษีจำนวนดังกล่าวจะได้รับการบันทึกลงในงบกำไรขาดทุนภายใต้ ภาษีรายได้ หรือ ภาษีจ่าย
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ภาษีจ่าย ก็คือ มันสะท้อนให้เห็นถึงรายได้ก่อนหักภาษีที่แท้จริงของบริษัท บางครั้งหลายบริษัทชอบอวดโลกว่า ธุรกิจทำเงินมากกว่าที่ทำได้จริง (ช็อคล่ะสิ?) ดังนั้น วิธีหนึ่งที่จะรู้ว่าพวกเขาพูดความจริงหรือไม่ก็คือ ไปดูเอกสารที่ยื่น SEC ว่าพวกเขาเสียภาษีรายได้เท่าไหร่ โดยให้ดูตัวเลขตรงที่ระบุว่า รายได้จากการดำเนินกิจการก่อนหักภาษี แล้วหักออก 35% หากจำนวนที่ได้ไม่เท่ากับจำนวนที่บริษัทระบุไว้ใน ภาษีจ่าย ก็เริ่มสงสัยได้
วอร์เรน บัฟเฟตต์เรียนรู้จากประสบการณ์อันยาวนานว่า บริษัmที่วุ่นวายกับการตบตาสรรพากร มักจะพยายามอย่างยิ่งในการตบตาผู้ถือหุ้นด้วยและความงดงามของบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว คือ การที่บริษัททำเงินได้มากจนไม่ต้องสร้างภาพตบตาใคร
ดอกเบี้ยจ่าย การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์
ดอกเบี้ยจ่าย : วอร์เรน บัฟเฟตต์ไม่ต้องการ
ดอกเบี้ยจ่าย คือ ดอกเบี้นที่บริษัทจ่ายออกไประหว่างไตรมาสหรือปี สำหรับหนี้ของบริษัทซึ่งปรากฏในงบดุลในหมวด หนี้สิน ในขณะที่เป็นไปได้ที่บริษัทจะมีรายรับจากดอกเบี้ยมากกว่าที่จ่ายออกไป เช่น ธนาคาร แต่ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและการขายปลีกส่วนใหญ่มักจะมีดอกเบี้ยจ่ายมากกว่าดอกเบี้ยรับ
ค่าใช้จ่ายนี้เรียกว่าต้นทุนทางการเงิน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ และจะแยกออกมาเป็นอีกรายการโดดๆ เพราะดอกเบี้ยจ่ายจะไม่ผูกพันกับการผลิตหรือการขาย แต่สะท้อนให้เห็นถึงหนี้ทั้งหมดที่บริษัทมีในบัญชี ยิ่งบริษัทมีหนี้เท่าใด ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็สูงขึ้นเท่านั้น
ในบริษัทที่มีดอกเบี้ยจ่ายสูงเทียบกับรายได้จากการดำเนินกิจการมีแนวโน้มที่จะเป็น 1 ใน 2 ประเภทนี้ คือ : เป็นบริษัทซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันรุนแรง ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนสูงเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ หรือเป็นบริษัทที่มีเศรษฐกิจของธุรกิจยอดเยี่ยมซึ่งมีหนี้จากการซื้อกิจการด้วยเงินกู้
สิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ค้นพบก็คือ บริษัที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนมักจะมีดอกเบี้ยจ่ายน้อยหรือไม่มีเลย พร็อคเตอร์แอนก์แกมเบิล บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวมีดอกเบี้ยจ่ายเพียง 8% ของรายได้จากการดำเนินกิจการเท่านั้น ในขณะที่ริกลี่ย์มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เฉลี่ย 7% ตรงกันข้ามกับกู๊ดเยียร์ซึ่งอยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนสูง ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 49% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ
แม้แต่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงเช่นธุรกิจสายการบิน ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายออกไปจากรายได้จากการดำเนินกิจการก็สามารถนำมาบ่งชี้บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันได้ด้วยเช่นกัน สายการบินเซาธ์เวสท์ที่มีกำไรสม่ำเสมอ มีดอกเบี้ยจ่ายเพียง 9% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ ในขณะที่สายการบินยูไนเต็ดคู่แข่งที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่เสมอ มีดอกเบี้ยจ่ายถึง 61% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ และสายการบินอเมริกันคู่แข่งอีกหนึ่งของเซาธ์เวสท์ซึ่งมีปัญหารุมเร้าอยู่มีดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 92% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นกฏว่า ... บริษัทในกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนซึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ลงทุนอยู่ทั้งหมดต้องมีดอกเบี้ยจ่ายต่ำกว่า 15% ของรายได้จากการดำเนินกิจการทั้งสิ้นอย่างไรก็ตาม ร้อยละของดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้จากการดำเนินกิจการของแต่ละอุตสาหกรรมสามารถมีความแตกต่างกันอย่างมาก ตัวอย่างเช่น เวลส์ ฟาร์โก ธนาคารซึ่งวอร์เรนถือหุ้นอยู่ 14% จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 30% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ ซึ่งดูเหมือนสูง เมื่อเทียบกับโค้ก แต่ความเป็นจริงแล้วกลับทำให้เวลส์ ฟาร์โกเป็นธนาคารดีที่สุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของอเมริกา ซึ่งมีอัราส่วนการจ่ายดอกเบี้ยต่ำที่สุดและน่าสนใจที่สุด นอกจากนี้ เวลส์ ฟาร์โกยังเป็นธนาคารเดียวที่มีความมั่นคงระดับ AAA จากการจัดอันดับของสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์สด้วย
อัตราส่วนของดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้จากการดำเนินกิจการยังเป็นตัวบ่งชี้อย่างดีถึงระดับความอันตรายของเศรษฐกิจที่บริษัทจัดอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ธนาคารวาณิชธนกิจซึ่งมีดอกเบี้ยจ่ายราว 70% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ คนที่มีสายตาละเอียดจะเน้นว่า ในปี 2006 แบร์ สเติร์นส์ รายงานว่าบริษัทมีดอกเบี้ยจ่าย 70% ของรายได้จากการดำเนินกิจการ แต่เมื่อถึงไตรมาสสิ้นสุด ณ เดือนพฤศจิกายน 2007 อัตราการจ่ายดอกเบี้ยต่อรายได้จากการดำเนินกิจการได้กระโดยสูงขึ้นถึง 230% ซึ่งหมายความว่า บริษัทต้องนำเงินจากส่วนผู้ถือหุ้นมาโปะตรงส่วนต่างนี้ การทำเช่นนี้ในบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงเช่น แบร์ สเติร์นส์ หมายถึงหายนะ และเพียงเดือนมีนาคม 2008 แบร์ สเติร์นที่เคยยิ่งใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ 1 ปี มีราคาซื้อขายในตลาดสูงถึง $170 เหรียญต่อหุ้น ก็ถูกบังคับให้ควบรวมกับเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค ในราคาเพียงหุ้นละ $10 เหรียญเท่านั้น
กฏในบทนี้ธรรมดามาก : ในทุกอุตสาหกรรม บริษัทที่มีอัตราส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้การดำเนินธุรกิจต่ำที่สุดมักจะเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขัน และในโลกของวอร์เรน บัฟเฟตต์ การลงทุนในบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน เป็นหนทางเดียวที่สามารถรับรองได้ว่าจะนำไปสู่ความร่ำรวยได้ในระยะยาว
ค่าใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนาและค่าเสื่อมราคา การตีความงบการเงิน
การวิจัยและพัฒนา : ทำไมวอร์เรน บัฟเฟตต์จึงถอยห่าง
นี่คือค่าใช้จ่ายสำคัญเมื่อจะค้นหาบริษัที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความได้เปรียบในระยะยาวของบริษัทมักจะเป็นข้อได้เปรียบซึ่งบริษัทได้จากลิขสิทธิบัตรหรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่หากบริษัทมีข้อได้เปรียบจากลิขสิทธิ์เช่น บริษัทยา ฎ จุดหนึ่งสิทธิบัตรจะหมดอายุ และความได้เปรียบของบริษัทก็จะหมดไป
หากความได้เปรียบของบริษัทเป็นผลจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีบางอย่าง ความน่ากลัวคือ เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ นี่เป็นสาเหตุที่ทำไมไมโครซอฟท์จึงกลัวความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของกูเกิ้ลหนักหนา ...เพราะความได้เปรียบในวันนี้อาจเป็นความล้าสมัยในวันพรุ่งนี้ได้
ไม่เพียงแต่บริษัทเหล่านี้ต้องใช้จ่ายเงินมหาศาลกับการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกแบบผลิตภัณฑ์ใใหม่ และปรับแผนการขายอยู่เสมอ ซึ่งหมายความว่าต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายและการบริหารสูงมากด้วย เราจะมาพิจารณาบริษัทเหล่านี้กัน : บริษัทยา เมิร์ค ต้องใช้ 29% ของกำไรขั้นต้นในการวิจัยและพัฒนา และ 49% ของกำไรขั้นต้นกับค่าใช้จ่ายในการขาย/ทั่วไป/และบริหาร (SGA) ซึ่งรวมกันแล้วกินกำไรขั้นต้นไปถึง 78% ยิ่งกว่านั้นหากเมิร์คไม่สามารถพัฒนายาตัวใหม่ที่สามารถขายได้หลายพันล้านเหรียญ บริษัทก็จะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อสิทธิบัตรยาที่มีอยู่หมดอายุลงด้วย
อินเทล ผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต้องใช้เงิน 30% ของกำไรขั้นต้นกับการวิจัยและพัฒนาอย่างสม่ำเสมอหาไม่แล้วบริษัทก็จะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในเวลาเพียงสองสามปีเท่านั้น
มูดีส์ บริษัทจัดอันดับพันธบัตร เป็นบริษัทคู่ใจของวอร์เรน บัฟเฟตต์ มานานด้วยเหตุผลที่ดี คือ มูดี้ส์ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และมีค่า SGA เพียง 25% ของกำไรขั้นต้นเท่านั้น โคคา-โคล่าซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาเช่นกัน แต่ต้องโฆษณาสินค้าอย่างบ้าคลั่ง เฉลี่ยแแล้วมีค่า SGA เพียง 59% ของกำไรขั้นต้นเท่านั้น กับบริษัทเช่นมูดี้ส์และโคคา - โคล่า วอร์เรนไม่ต้องนอนตาโพลงตลอดคืนด้วยความกังวลว่า สิทธิบัตรยากำลังจะหมดอายุ หรือว่าเทคโนโลยีใหม่ของบริษัทจะไม่ชนะในการแข่งขันรอบต่อไป
และนี่คือกฏของวอร์เรน : บริษัทที่ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการวิจัยและพัฒนา มีข้อด้วยแฝงอยู่ในความได้เปรียบในการแข่งขัน ที่จะทำให้เศรษฐกิจระยะยาวของธุรกิจมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ซึ่งหมายความว่าความได้เปรียบนั้นไม่ใช่ "ของตาย" และอะไรที่ไม่ใช่ของตาย วอร์เรนไม่สนใจเด็ดขาด
ค่าเสื่อมราคา : ต้นทุนที่วอร์เรน บัฟเฟตต์มิอาจเพิกเฉย
เครื่องจักรทุกตัว อาคารทุกหลัง ล้วนต้องชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา และความชำรุดทรุดโทรมนี้จะปรากฏในงบกำไรขาดทุนในรูปของ ค่าเสื่อมราคา โดยทั่วไป จำนวนเงินที่เสื่อมไปในช่วงปีหนึ่งของสิ่งใดก็ตาม คือค่าใช้จ่ายที่จัดสรรตามรายรับในปีนั้น ซึ่งนับว่ามีเหตุผลดี เพราะว่าค่าความเสื่อมของสินทรัพย์ สามารถพูดได้ว่าเกิดจากการใช้สินทรัพย์นั้นๆ ในกิจกรรมของธุรกิจซึ่งก่อให้เกิดรายรับ
ตัวอย่างเช่น : ให้เรานึกถึงภาพบริษัท XYZ การพิมพ์ ซึ่งซื้อแท่นพิมพ์ราคา 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมี่อายุการใช้งาน 10 ปี เนื่องจากอายุใช้งาน 10 ปี สรรพากรจะไม่ยอมให้บริษัทตัดค่าใช้จ่ายทั้งหมด $1 ล้านในปีที่ซื้อปีเดียว แต่ต้องกระจายค่าแท่นพิมพ์ออกเป็นเวลา 10 ปีตามที่ใช้งานด้วยอายุการใช้งานของแท่นพิมพ์ 10 ปี และต้นทุนแรกเริ่ม $1 ล้าน หมายความว่า บริษัท XYZ จะต้องตัดค่าเสื่อมราคาของแท่นพิมพ์ในอัตรา $100,000 ต่อปี ค่าเสื่อมราคาคือต้นทุนจริงในการทำธุรกิจ เพราะว่า ณ จุดหนึ่งในอนาคต แท่นพิมพ์นี้จะต้องถูกปลดระวางและมีแท่นใหม่มาแทน
การซื้อแท่นพิมพ์นี้จะปรากฏในงบดุล คือ บัญชี เงินสด จะถูกหักออก $1 ล้าน ไปปรากฏเพิ่มที่บัญชี โรงงานและเครื่องจักร $1 ล้าน จากนั้นในอีก 10 ปีข้างหน้า คือเสื่อมราคา $100,000 ต่อปี จะปรากฏเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ส่วนในงบดุล แต่ละปี $100,000 จะถูกหักจากส่วนสินทรัพย์ในรายการ โรงงานแลเครื่องจักร ในขณะที่ในส่วนหนึ่้สิน ค่าเสื่อมราคาสะสม จะเพิ่มขึ้น $100,000 จำนวนเงินสด $1 ล้าน เหรียญ ที่ใช่้ไปจริงในการซื้อแท่นพิมพ์จะไปปรากฏในงบกระแสเงินสดในรายการ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุน เราขอย้ำว่าค่าแท่นพิมพ์ 1 ล้านเหรียญ ไม่ได้ถูกหักเป้นค่าใช้จ่ายในปีที่ซื้อทั้งหมด แต่กระจายออกเป็นค่าเสื่อมราคาในงบกำไรขาดทุนปีละ $100,000 ทบกับเป็นเวลา 10 ปี
การทำเช่นนี้ทำให้พ่อมดการเงินชาววอลล์สตรีททั้งหลายได้กลอุบายบางอย่าง คือ พวกเขาพบว่าทันทีที่มีการซื้อแท่นพิมพ์และจ่ายเงินเรียบร้อย จะไม่มีการจ่ายเงินสดให้กับค่าเสื่อมราคาปีละ $100,000 อีก แต่มันยังคงทำให้รายได้ที่รายงานต่อสรรพากรลดลงทุกปีเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งหมายความว่า เมื่อมองในระยะสั้น บริษัท XYZ มีค่าใช้จ่ายประจำปี แต่ในความเป็นจริงค่าใช้จ่ายเงินสดไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ด้วยเหตุนี้ พ่อมดการเงินชาววอลล์สตรีทจึงสามารถเพิ่มค่าใช้จ่าย $100,00 กลับเข้าไปในรายได้ ซึ่งหมายความว่ากระแสเงินสดของธุรกิจในตอนนี้สามารถรองรับหนี้สินสำหรับการซื้อธุรกิจด้วยเงินกู้ (leveraged buyout) ของนักเก็งกำไรได้ วอลล์สตรีทมีตัวย่อสำหรัรบการคำนวณรายได้เหล่านี้กลับไปใหม่ว่า EBITDA ซึ่งมาจาก Earnings Before Income Taz,Depreciation, and Amortization หรือ รายได้ก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย
วอร์เรน บัฟเฟตต์บอกว่าเมื่อชาววอลล์สตรีทหัวใสนำ EBITDA มาใช้โดยไม่สนใจว่าในที่สุดแท่นพิมพ์นั้นจะชำรุดจนใช้ไม่ได้อีกต่อไป และบริษัทจะต้องหาเงินอีก $1 ล้านเหรียญ มาซื้อแท่นใหม่ แต่บริษัทกลับมีภาระหนี้สินก้อนโตที่มาจากการซื้อธุรกิจด้วยเงินกู้ ทำให้ไม่มีความสามารถในการจ่ายเงิน $1 ล้าน เพื่อซื้อแท่นพิมพ์ใหม่อีก
วอร์เรน บัฟเฟตต์เชื่อว่าค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายจริง และต้องถูกนำมารวมในการคำนวณหารายได้เสมอ หากไม่เช่นนั้นแล้ว เท่ากับเรากำลังหลอกตัวเองในระยะสั้นให้เชื่อว่า ธุรกิจกำลังทำรายได้มากกว่าความเป็นจริง และไม่มีใครรวยขึ้นมาจากการหลอกตัวเองได้
สิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ได้พบก็คือ บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนมีแนวโน้มที่จะมีค่าเสื่อมราคาเมื่อเทียบเป็นอัตราร้อยละกับกำไรขั้นต้นต่ำกว่าบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันรุนแรง ตัวอย่างเช่น โคคา-โคล่าซึ่งมีค่าเสื่อมราคาประมาณ 6% ของกำไรขั้นต้นอย่างสม่ำเสมอ และริกลี่ย์ บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนอีก 1 บริษัทก็อยู่ที่ประมาณ 7% เช่นกัน ในขณะที่พร็อคเตอร์แอนด์แกมเบิลบริษัทคู่ใจของวอร์เรนมานานอีกแห่งมีรค่าใช้จ่ายนี้ประมาณ 8% ...ตรงกันข้ามกับจีเอ็ม ซึ่งอยู่ในธุรกิจที่ต้องมีการลงทุนสูงและมีการแข่งขันสูงซึ่งมีค่าเสื่อมราคาอยู่ที่ระหว่าง 22% ถึง 57% ของกำไรขั้นต้น
เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายทุกชนิดที่กัดกร่อนกำไรขั้นต้นของบริษัท วอร์เรน บัฟเฟตต์พบว่า ยิ่งน้อยตัวเลขของกำไรที่ปรากฏในบรรทัดสุดท้ายของงบก็จะยิ่งมากเสมอ
วอร์เรน บัฟเฟตต์บอกว่าเมื่อชาววอลล์สตรีทหัวใสนำ EBITDA มาใช้โดยไม่สนใจว่าในที่สุดแท่นพิมพ์นั้นจะชำรุดจนใช้ไม่ได้อีกต่อไป และบริษัทจะต้องหาเงินอีก $1 ล้านเหรียญ มาซื้อแท่นใหม่ แต่บริษัทกลับมีภาระหนี้สินก้อนโตที่มาจากการซื้อธุรกิจด้วยเงินกู้ ทำให้ไม่มีความสามารถในการจ่ายเงิน $1 ล้าน เพื่อซื้อแท่นพิมพ์ใหม่อีก
วอร์เรน บัฟเฟตต์เชื่อว่าค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายจริง และต้องถูกนำมารวมในการคำนวณหารายได้เสมอ หากไม่เช่นนั้นแล้ว เท่ากับเรากำลังหลอกตัวเองในระยะสั้นให้เชื่อว่า ธุรกิจกำลังทำรายได้มากกว่าความเป็นจริง และไม่มีใครรวยขึ้นมาจากการหลอกตัวเองได้
สิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ได้พบก็คือ บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนมีแนวโน้มที่จะมีค่าเสื่อมราคาเมื่อเทียบเป็นอัตราร้อยละกับกำไรขั้นต้นต่ำกว่าบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันรุนแรง ตัวอย่างเช่น โคคา-โคล่าซึ่งมีค่าเสื่อมราคาประมาณ 6% ของกำไรขั้นต้นอย่างสม่ำเสมอ และริกลี่ย์ บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนอีก 1 บริษัทก็อยู่ที่ประมาณ 7% เช่นกัน ในขณะที่พร็อคเตอร์แอนด์แกมเบิลบริษัทคู่ใจของวอร์เรนมานานอีกแห่งมีรค่าใช้จ่ายนี้ประมาณ 8% ...ตรงกันข้ามกับจีเอ็ม ซึ่งอยู่ในธุรกิจที่ต้องมีการลงทุนสูงและมีการแข่งขันสูงซึ่งมีค่าเสื่อมราคาอยู่ที่ระหว่าง 22% ถึง 57% ของกำไรขั้นต้น
เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายทุกชนิดที่กัดกร่อนกำไรขั้นต้นของบริษัท วอร์เรน บัฟเฟตต์พบว่า ยิ่งน้อยตัวเลขของกำไรที่ปรากฏในบรรทัดสุดท้ายของงบก็จะยิ่งมากเสมอ
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ การขาย และการบริหาร การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ : วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะจับตาดูอย่างระมัดระวัง
แถวถัดลงมาจากกำไรขั้นต้นในงบกำไรขาดทุน คือกลุ่มของค่าใช้จ่ายซึ่งเรียกว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายสำคัญเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารงาน ค่าใช้จ่ายในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ค่าปรับปรุงโครงสร้างและการด้อยค่าของทรัพย์สิน และค่าใช้จ่าย "อื่นๆ" ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ทั้งค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่จากการดำเนินกิจการ และค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว
รายการเหล่านี้รวมกันเป็น "รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ" ของบริษัท ซึ่งจะนำมาหักออกจากกำไรขั้นต้นเพื่อที่จะได้ตัวเลขกำไรหรือขาดทุนจากการดำเนินกิจการของบริษัท เนื่องจากรายการเหล่านี้ทุกรายการล้วนมีผลกระทบต่อธรรมชาติของเศรษฐกิจของธุรกิจในระยะยาว เราจะมาดูรายการเหล่านี้ทีละรายการอย่าเจาลึกตามสไตล์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กันต่อไป
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย, ทั่วไป และการบริหาร
ในงบกำไรขาดทุน ภายใต้หัวข้อ ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling), ทั่วไป (General), และการบริหาร (Administrative Expense) หรือ SGA ที่ซึ่งบริษัทรายงานค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายทั่วไป และค่าใช้จ่ายในการบริหารทั้งที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม ในรอบบัญชีนั้นๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้รวมถึง เงินเดือนของผู้บริหาร ค่าโฆษณา ค่าเดินทาง ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับกฏหมาย ค่าคอมมิสชั่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินเดือนทั้งหมด และอื่นๆ
ในบริษัทเช่นโคคา-โคล่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจสูงเป็นพันล้านและมีผลกระทบมหาศาลต่อกำไรสุทธิของบริษัท หากคิดเป็นอัตราส่วนร้อยละต่อกำไรขั้นต้นแล้ว ตัวเลขค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในแต่ละธุรกิจจะต่างกันอย่างมาก แม้แต่ในระหว่างบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนแบบโคคา -โคล่า ตัวเลขค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็ยังแตกต่างกัน โคคา-โคล่า มีตัวเลขค่าใช้จ่าย SGA เฉลี่ย 59% ของกำไรขั้นต้นอย่างสม่ำเสมอ บริษัทอย่างมูดี้ส์มีตัวเลขเฉลี่ยที่ 25% อย่างสม่ำเสมอ และพร็อคเตอร์แอนด์แกมเบิลอยู่ที่ราว 61% อย่างสม่ำเสมอ ณ จุดนี้ คำว่า "สม่ำเสมอ" คือหัวใจสำคัญ
บริษัทที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุงแรง และมีตัวเลขค่าใช้จ่าย SGA ต่างกันอย่างมากเมื่อเทียบเป็นอัตราร้อยละต่อกำไรเบื้องต้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีเอ็มมีค่า SGA เพิ่มจาก 28% เป็น 83% ฟอร์ดมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ในช่วง 5 ปีตั้งแต่ 83% ถึง 780% ซึ่งหมายความว่าบริษัทกำลังสูญเสียเงินอย่างใหญ่หลวง ปัญหาของบริษัทก็คือเมื่อยอดขายเริ่มตก ซึ่งหมายความว่ารายได้ตกลงด้วย แต่ค่าใช้จ่ายในการขายทั่วไป และการบริหารยังคงอยู่ หากบริษัทไม่สามารถตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้เร็วพอ กำไรเบื้องต้นจะเริ่มถูกกินลึกลงไปเรื่อยๆ
ในการค้นหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายการขาย ทั่วไป และการบริหารยิ่งต่ำจะยิ่งดี และหากสามารถคงความต่ำอย่างสม่ำเสมอก็จะดียิ่งขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม มีบริษัทจำนวนหนึ่งที่มีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันอย่างยั่งยืน แต่มีค่า SGA อยู่ในระหว่าง 30% ถึง 80% ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากเราเห็นบริษัทที่มีค่า SGA ใกล้เคียง หรือมากกว่า 100% ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมายความว่าเรากำลังเล่นอยู่กับบริษัทซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงมาก ทำให้ไม่มีบริษัทใดสามารถมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายการขาย ทั่วไป และบริหารต่ำหรือปานกลาง แต่ทำลายเศรษฐกิจของธุรกิจในระยะยาวที่ดีเยี่ยมของตนด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลในการค้นคว้าพัฒนา ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนและ/หรือค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยกับหนี้ก้อนโตด้วย
อินเทลคือตัวอย่างที่ดีมากของบริษัที่มีอัตราร้อยละของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย ทั่วไป และบริหาร ต่อกำไรขั้นต้นในระดับต่ำ แต่เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการค้นคว้าพัฒนาสูง ทำให้เศรษฐกิจระยะยาวของธุรกิจลดต่ำเหลือเพียงปานกลางเท่านั้น แต่ถ้าหากอินเทลหยุดค้นคว้าวิจัย ผลิตภัณฑ์รุ่นที่มีอยู่ในปัจจุบันก็จะล้าสมัยใน 10 ปีข้างหน้าและต้องเลิกธุรกิจ
ยางกู๊ดเยี่ยร์มีอัตราร้อยละค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย ทั่วไป และบริหารต่อกำไรขั้นต้น 72% แต่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนและดอกเบี้ย (จากหนี้ซึ่งนำมาชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุน) ฉุดให้ผู้ผลิตยางรายนี้ขาดทุนทุกครั้งที่เศรษฐกิจถดถอย แต่ถ้าหากว่ากู๊ดเยี่ยร์ไม่สร้างหนี้เพื่อนำไปชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนและปรับปรุงบริษัท กู๊ดเยียร์ก็ไม่อาจคงความสามารถในการแข่งขันได้นาน
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เรียนรู้ที่จะอยู่ห่างจากบริษัทต้องสาปด้วยค่าใช้จ่ายการขาย ทั่วไป และบริหารสูงอย่างสม่ำเสมอ เรายังรู้อีกว่าเศรษฐกิจของบริษัทที่มีค่า SGA ต่ำ สามารถถูกทำลายลงด้วยค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนที่สูง และ/หรือหนี้ก้อนโต วอร์เรน บัฟเฟตต์จะหลีกเลี่ยงธุรกิจประเภทนี้ไม่ว่าราคาจะเท่าใดก็ตาม เพราะเขาทราบว่าเศรษฐกิจในระยะยาวของบริษัทเหล่านี้จะแย่มากโดยธรรมชาติ ที่แม้แต่ราคาขายถูกๆ ก็ไม่ทำให้นักลงทุนรอดพ้นจากผลประกอบการ "งั้นๆ" ตลอดอายุขัยของธุรกิจได้
กำไรขั้นต้น / ส่วนต่างกำไรขั้นต้น การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์
กำไรขั้นต้น/ส่วนต่างกำไรขั้นต้น ตัวเลขสำคัญสำหรับวอร์เรนในการค้นหาขุมทองในระยะยาว
ตอนนี้หากเรานำตัวเลขที่บริษัทรายงานว่าคือ ต้นทุนสินค้าขายมาหักจากยอด รวมรายได้ ของบริษัท เราจะได้กำไรขั้นต้น ตัวอย่าง เช่น : ยอดรวมรายได้ $10 ล้าน ลบต้นทุนสินค้าขาย $7 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้น $3 ล้าน
กำไรขึ้นต้น คือเงินที่บริษัททำได้จากรายได้ขั้นต้นหลังจากหักต้นทุนของวัตถุดิบและแรงงานที่ใช้ในการทำสินค้าแล้ว แต่ยังไม่รวมค่าใช้จ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร ค่าเสื่อมราคา และต้นทุนของดอกเบี้ยในการดำเนินธุรกิจ
ตัวเลขกำไรขั้นต้นเพียงตัวเดียวบอกอะไรได้น้อยมาก แต่เราสามารถนำตัวเลขนี้มาคำนวณส่วนต่างกำไรขั้นต้นของบริษัท ซึ่งจะบอกให้เราได้ทราบอะไรบางอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติของเศรษฐกิจของบริษัทนั้นๆ ได้อย่างดี สมการในการหาส่วนต่างกำไรขั้นต้น คือ
กำไรขั้นต้น / ยอดรวมรายได้ = ส่วนต่างกำไรขั้นต้น
สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ สิ่งที่เขามองหาคือ บริษัที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนบางอย่าง หรือธุรกิจที่เขาสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว และสิ่งที่เขาพบก็คือ บริษัทที่มีเศรษฐกิจยอดเยี่ยมที่ได้เปรียบในระยะยาวมักจะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้นสูงอย่าง สม่ำเสมอ กว่าบริษัทอื่น เราจะยกตัวอย่างใหคุณดู
ส่วนต่างรายได้ขั้นต้นของบริษัทที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ บ่งชี้แล้วว่ามีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนรวมถึง : โคคา - โคล่า ซึ่งมีส่วนต่างกำไรขั้นต้น 60% หรือมากกว่าให้เห็นอย่างสม่ำเสมอ บริษัทจัดอันดับพันธบัตรมูดี้ส์ มีส่วนต่าง 73% เดอะ เบอร์ลิงตัน นอร์ทเธิร์น ซานตาเฟ เรลเวย์ 61% และบริษัทเคี้ยวมันอย่างหมากฝรั่งริกลี่ย์ 51%
จากการเปรียบเทียบธุรกิจชั้นยอดเหล่านี้กับบริษัทอื่นๆ ทำให้เราทราบถึงความแตกต่าง บริษัทที่มีเศรษฐกิจของธุรกิจไม่ดีนักในระยะยาว เช่น สายการบินยูไนเต็ด ที่ล้มละลายฟื้นๆ ฟุบๆ เป็นประจำ มีส่วนต่างกำไรขั้นต้น 14% บริษัทผลิตรถยนต์เจนเนอรัล มอเตอร์สที่กำลังประสบปัญหาทำได้ 21% แบบหืดขึ้นคอ, ยูเอส สตีล บริษัทซึ่งเริ่มทำกำไรได้แล้วแต่ยังไม่แข็งแกร่งนักมี 17% และยางกู๊ดเยียร์ ที่วิ่งได้ในทุกสภาพอากาศ แต่ในเศรษฐกิจที่ไม่ดีนักเริ่มวิ่งไม่ออก มีตัวเลขที่ไม่น่าประทับใจนักที่ 20%
ธุรกิจเทคโนโลยีคือธุรกิจที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ขออยู่ห่างๆ เพราะว่าเขาไม่เข้าใจ แม้ไมโครซอฟท์จะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้นสม่ำเสมอสูงถึง 79% ขณะที่แอปเปิ้ลอยู่ที่ 33% ตัวเลขร้อยละนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่โครซอฟท์มีเศรษฐกิจที่ดีกว่าจากการขายระบบปฏิบัติการและซอฟแวร์ เทียบกับแอปเปิ้ลซึ่งขายฮาร์ดแวร์และบริการ
สิ่งที่สร้างส่วนต่างกำไรขั้นต้นสูงให้กับบริษัทคือ ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ซึ่งทำให้บริษัทมีอิสระในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์และบริการที่จำหน่ายสูงกว่าต้นทุนสินค้าขายได้มาก หากไม่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน บริษัทจะต้องต่อสู้กับคู่แข่งด้วยการลดราคาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ขาย ซึ่งทำให้ส่วนต่างกำไรและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทลดลงด้วยอย่างแน่นอน
ดังนั้น จึงเป็นกฏธรรมดามาก (และมีข้อยกเว้น) ว่า : บริษัทซึ่งมีส่วนต่างกำไรขั้นต้น 40% หรือมากกว่า มีแนวโน้มที่จะเป็นบริษัทที่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนประการใดประการหนึ่ง ในขณะที่บริษัทที่มีตัวเลขน้อยกว่า 40% มีแนวโน้มที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งการแข่งขันส่งผลกระทบต่อส่วนต่างกำไรโดยรวม (นี่ก็มีข้อยกเว้นด้วยเช่นกัน) ส่วนต่างกำไรขั้นต้น 20% หรือน้อยกว่า มักเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่าอุตสาหกรรมนั้นๆ มีการแข่งขันที่ดุเดือด และไม่มีบริษัทใดในอุตสาหกรรมนี้ที่สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่ยั่งยืนเหนือคู่แข่งได้ และบริษัทในอุตสหกรรมที่มีการแข่งขันสูงซึ่งไม่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันใดๆ ไม่มีวันจะทำให้เรารวยได้ในระยะยาว
ในขณะที่ส่วนต่างกำไรขั้นต้นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบริษัทจะรอบพ้นจากความล้มเหลว แต่ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ตัวแรกๆ ว่าบริษัทมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนและมีความสม่ำเสมอ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เน้นคำว่า "ยั่งยืน" เป็นอย่างมาก ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย เราจึงควรตรวจสอบตัวเลขส่วนต่างกำไรขั้นต้นของบริษัทในช่วง 10 ปีล่าสุด เพื่อความมั่นใจว่าบริษัทมีความ "สม่ำเสมอ" วอร์เรนทราบว่า เมื่อเราจะค้นหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน "ความสม่ำเสมอ" คือหัวใจของเกมนี้
ตอนนี้เราจะพูดถึงสาเหตุหลายประการที่ทำให้บริษัทซึ่งมีส่วนต่างผลกำไรสูงหลงทาง ทำให้บริษัทสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
- คือต้นทุนการค้นคว้าที่สูงลิ่ว
- บริษัทมีต้นทุนการขายและการบริหารสูง
- ต้นทุนดอกเบี้ยจากหนี้ของบริษัทสูง
รายได้ และต้นทุนขาย การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์
รายได้ : ที่ซึ่งเงินเข้า
บรรทัดแรกในงบกำไรขาดทุนจะเป็น ยอด รวมรายได้หรือรายได้ขั้นต้น ซึ่งคือจำนวนเงินที่เข้ามาในบริษัทในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งอาจเป็นไตรมาสหรือปี หากเราผลิตรองเท้า และขายรองเท้าได้ $120 ล้าน ในปีนั้น งบกำไรขาดทุนของเราจะรายงานว่า ยอด รวมรายได้ เท่ากับ 120 ล้าน สำหรับปีนั้น
ตอนนี้ ความจริงที่ว่าบริษัทมีรายได้มากไม่ได้หมายความว่าวายได้ที่เข้ามาเป็นกำไร ในการดูว่าบริษัทมีกำไรเท่าใด จะต้องนำต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจมาหักจากยอดรวมรายได้ รายได้ลยค่าใช้จ่ายเท่ากับรายได้สุทธิ อย่างไรก็ตาม รายได้รวมตัวเดียวไม่ได้บอกอะไรเลยจนกว่าจะหักค่าใช้จ่ายออก และดูว่ารายได้สุทธิมีจำนวนเท่าใด
หลังจากที่วอร์เรนดูยอดรวมรายได้ของธุรกิจแล้ว เขาจะเริ่มพิจารณาด้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยละเอียด เพราะเขารู้ว่าหนึ่งในความลับที่ยิ่งใหญ่ของการทำเงินให้ได้มากขึ้นคือ การใช้จ่ายน้อยลง
ต้นทุนขาย : สำหรับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ยิ่งต่ำยิ่งดี
ในงบกำไรขาดทุน รายการที่อยู่ถัดจากยอดรวมรายได้คือ ต้นทุนสินค้าขาย หรือที่รู้จักอีกชื่อว่า ต้นทุนรายได้ ต้นทุนสินค้าขายคือต้นทุนของสินค้าที่บริษัทซื้อมาเพื่อขาย หรือต้นทุนของวัสดุและแรงงานที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ขายก็ได้ หากธุรกิจของบริษัทเกี่ยวกับการให้บริการไม่ใช่การขายผลิตภัณฑ์ มักจะใช้ "ต้นทุนของรายได้" แทน "ต้นทุนสินค้าขาย" แต่ที่สุดแล้วคือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ตัวหนึ่งมีความหมายครอบคลุมกว่าเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งที่เราต้องทำคือ ตรวจสอบให้แน่นอนว่าบริษัทรวมอะไรเข้าไปในการคำนวณต้นทุนการขายหรือต้นทุนของรายได้บ้าง ซึ่งจะทำให้ทราบได้ว่าผู้บริหารของบริษัทคิดอย่างไรกับธุรกิจของพวกเขา
ตัวอย่างง่ายๆ ที่จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการคำนวณต้นทุนสินค้าของบริษัทเฟอร์นิเจอร์บริษัทหนึ่งคือ : เริ่มจากต้นทุนของเฟอร์นิเจอร์ในสินค้าคงคลังของบริษัท ณ ต้นปี บวกต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเข้ามาในสินค้าคงคลังระหว่างปี แล้วลบด้วยมูลค่าเงินสดของสินค้าคงคลัง ณ สิ้นปี เพราะฉะนั้น หากบริษัทเริ่มต้นปีโดยมีสินค้าคงคลังมูลค่า $10 ล้าน ซื้อสินค้าเข้ามาเพิ่มในสินค้าคงคลัง $2 ล้าน และเมื่อถึงปลายปีมูลค่าของสินค้าคงคลังเท่ากับ $7 ล้าน หมายความว่าบริษัทนั้นๆ มีต้นทุนสินค้าขาย $ 5 ล้านเหรียญ สำหรับงวดบัญชีนั้นๆ
แม้ว่าต้นทุนสินค้าขายเพียงตัวเดียวจะไม่ได้บอกอะไรมากว่าบริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่ แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ทราบถึงกำไรขั้นต้นของธุรกิจ ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญในการช่วยให้วอร์เรนตัดสินว่า บริษัทนั้นๆ มีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวหรือไม่ เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันในครั้งต่อไป
งบกำไรขาดทุน การตีความงบการเงิน วอร์เรน บัฟเฟตต์
ในการค้นหาบริษัทชั้นยอดที่มีความได้เปรียบในการแข่'ขันที่ยั่งยืน วอร์เรน บัฟเฟตต์จะเริ่มที่งบกำไรขาดทุนของบริษัทเสมอ งบกำไรขาดทุนบอกให้นักลงทุนทราบถึงผลการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงเวลาหนึ่งๆ ตามธรรมเนียมปฏิบัติ บริษัทจะจัดทำงบกำไรขาดทุนทุก 3 เดือนและตอนสิ้นปี งบกำไรขาดทุนจะใส่ช่วงเวลาที่ครอบคลุมเสมอ เช่น 1 มกราคม 2007 ถึง 31 ธันวาคม 2007
งบกำไรขาดทุนมีส่วนประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน คือ : หนึ่ง ส่วนรายได้ของบริษัท ตามด้วยส่วนค่าใช้จ่าย ซึ่งจะถูกหักออกจากรายได้และบอกว่าบริษัทได้กำไรหรือขาดทุน ฟังดูง่ายๆ ใช่มั้ย? มันง่ายจริงๆ นั่นแหล่ะ
ในยุคแรกของการวิเคราะห์หุ้น นักวิเคราะห์ชั้นนำในสมัยนั้น เช่น เบนจามิน เกรแฮม อาจารย์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ จะเน้นที่การดูว่าบริษัทสามารถทำกำไรได้หรือไม่อย่างเดียว ให้ความสนใจน้อยมากหรือไม่ให้เลยกับความสามารถในการเจริญเติบโตในอนาคตของแหล่งรายได้ อย่างที่เราได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า เกรแฮมไม่สนใจว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจที่ไม่ธรรมดาที่มีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจดีเยี่ยม หรือเป็นเพียงหนึ่งในธุรกิจธรรมดาทั่วไปที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เกรแฮมสามารถตัดสินใจซื้อบริษัทห่วยๆ ทันทีที่เขาคิดว่าราคาของมันถูกพอ
หนึ่งในความเข้าใจอย่างลึกซึ่งของวอร์เรนคือ การที่เขาแบ่งโลกของธุรกิจออกเป็น 2 กลุ่ม คือ บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวและยั่งยื่นเหนือคู่แข่ง บริษัทเหล่านี้คือบริษัทที่เขายอมซื้อในราคาที่เหมาะสมหรือแพงกว่าเล็กน้อย ซึ่งสามารถทำให้เขารวยล้นได้เมื่อเก็บมันไว้นานพอ อีกกลุ่มหนึ่งคือ พวกธุรกิจธรรมดาทั่วไปที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับในตลาดที่มีการแข่งขันสูงปีแล้วปีเล่า ซึ่งเป้นบริษัที่ไม่ดีต่อการลงทุนระยะยาว
ในการค้นหาบริษัทชั้นยอด วอร์เรนพบว่ารายการแต่ละรายการที่ประกอบกันเป็นงบกำไรขาดทุนของบริษัท สามารถบอกเขาได้ว่าบริษัทนั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวหรือไม่ ไม่เพียงแต่ว่าบริษัทเหล่านั้นจะสามารถทำเงินได้หรือไม่เท่านั้น แต่ส่วนต่างกำไรเป็นอย่างไร บริษัทต้องใช้จ่ายกับการค้นคว้าพัฒนาสูงหรือไม่เพื่อที่จะคงความได้เปรียบและต้องใช้ความพยายยามอย่างมากหรือไม่ในการทำกำไร ปัจจัยเหล่านี้ประกอบกันขึ้นเป็นข้อมูลที่เขาเก็บเกี่ยวได้จากงบกำไรขาดทุน เพื่อจะเรียนรู้ธรรมชาติของกลไกเศรษฐกิจของบริษัทหนึ่งๆ ..สำหรัรบวอร์เรน แหล่งที่มาของรายได้สำคัญกว่าตัวรายได้เสมอ
ในหัวข้อข้างหน้า เราจะเจาะลึกรายการแต่ละรายการในงบการเงินของบริษัท และสิ่งที่วอร์เรนมองหา ที่จะบอกให้เขารู้ว่ามันเป็นธุรกิจที่จะนำเขาไปสู่ความยากจน หรือธุรกิจทองคำที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวที่ยั่งยืน ซึ่งจะทำให้เขาเป็นคนรวยที่สุดในโลกต่อไป
วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557
ขุมทองที่ซ่อนอยู่ในงบการเงิน
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เรียนรู้ว่า "ความยั่งยืน" ของความได้เปรียบในการแข่งขันคือหัวใจสำคัญที่สร้างความมั่งคั่งทั้งมวล ใน 122 ปีที่ผ่านมา โคคา - โคล่าขายสินค้าตัวเดิม และเป็นไปได้อย่างมากว่าจะคงขายสินค้าตัวนี้อยู่ในอีก 122 ปีข้างหน้า
ความสม่ำเสมอ (Consistency) ของผลิตภัฎฑ์นี่เองที่เป็นตัวสร้างกำไรของบริษัทอย่างสม่ำเสมอด้วย หากบริษัทไม่ต้องเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ตลอดเวลา บริษัทก็ไม่ต้องเสียเงินนับล้านกับการค้นคว้าวิจัย ไม่ต้องเสียอีกนับพันล้านในการปรับปรุงโรงงาผลิตสินค้ารุ่นใหม่ของปีหน้าเงินในกำปั่นของบริษัทจึงพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าบริษัทไม่ต้องแบกภาระหนี้หนักอื้ง ซึ่งหมายถึงการไม่ต้องเสียดอกเบี้ย และหมายถือการมีเงินมากมายในการขยายธุรกิจหรือซื้อหุ้นคืน ซึ่งจะเพิ่มรายได้และราคาหุ้นของบริษัท และทำให้ผู้ถือหุ้นรวยขึ้น
ดังนั้น เมื่อวอร์เรนดูงบการเงินของบริษัทหนึ่งๆ เขาจึงมองหาความสม่ำเสมอ คงเส้นคงว่า บริษัทมีส่วนต่างกำไรสูงอย่างสม่ำเสมอหรือไม่? บริษัทมีหนี้น้อยหรือไม่มีเลยสม่ำเสมอหรือไม่ ? บริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงในการค้นคว้าพัฒนาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่? บริษัทมีการเติบโตสม่ำเสมอหรือไม่? "ความสม่ำเสมอ" ซึ่งปรากฏในงบการเงินนี่เองที่ทำให้วอร์เรนเห็น "ความยั่งยืน" ของความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัท
เมื่อวอร์เรนต้องการดูว่าบริษัทใดมีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันหรือไม่ เขาจะมุ่งไปที่งบการเงินของบริษัท
งบการเงิน คือขุมทองที่ซึ่งวอร์เรนเก็บเกี่ยวทองคำแห่งความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน งบการเงินของบริษัทนี่เองที่บอกเขาว่า เขากำลังมองหาบริษัทธรรมดา "งั้นๆ" ที่มีผลประกอบการไม่น่าประทับใจตลอดปีตลอดชาติ หรือบริษัทที่มีวามได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนซึ่งจะทำให้เขารวยมหาศาล
งบการเงินสำคัญมี 3 ชนิด คือ :
1. งบกำไรขาดทุน : งบกำไรขาดทุนบอกเราว่า บริษัททำกำไรเท่าใดในช่วงเวลาหนึ่งๆ ตามธรรมเนียมแล้วนักบัญชีของบริษัทจะจัดทำงบกำไรขาดทุนให้ผู้ถือหุ้นทุก 3 เดือนของปีบัญชี หรือสำหรับทั้งปีบัญชี จากงบกำไรขาดทุน วอร์เรนจะทราบถึงสิ่งต่างๆ เช่น ส่วนต่างกำไรของบริษัท อัตราส่วนกำไรต่อการลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือ ความสม่ำเสมอและทิศทางของรายได้ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้คือสิ่งจำเป็นในการที่จะตัดสินว่า บริษัทหนึ่งๆ ได้ประโยชน์จากความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่
2. งบดุล : งบดุลบอกเราว่าบริษัทมีเงินเท่าใดในธนาคารและเป็นหนี้เท่าใด เมื่อลบหนี้ที่มีออกจากเงินในธนาคาร เราจะได้มูลค่าสุทธิของบริษัท บริษัทหนึ่งๆ สามารถจัดทำงบดุลได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีสินทรัพย์รวมเท่าใด หนี้สินเท่าใด และมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทในวันนั้นๆ เป็นเท่าใด
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ บริษัทจะจัดทำงบดุลให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกช่วง 3 เดือน (เรียกว่าไตรมาส) และในวันสิ้นปีบัญชี วอร์เรนเรียนรู้ที่จะใช้รายการบางรายการในงบดุล เช่น เงินสดของบริษัท หรือหนี้สินระยะยาวที่มี เป็นตัวบ่งชี้ถึงความได้เปรียบในการแข่ขันที่ยั่งยืน ณ ขณะนั้นของบริษัท
3. งบกระแสเงินสด : งบกระแสเงินสดรวมข้อมูลการไหลเข้าออกของเงินสดของธุรกิจ งบกระแสเงินสดเหมาะสำหรับที่จะดูว่า บริษัทใช้จ่ายเงินเท่าใดในการเพิ่มค่าให้ส่วนทุน นอกจากนี้ ยังบอกถึงการขายและซื้อพันธบัตรและหุ้นกลับคืนด้วย ปกติบริษัทจะจัดทำงบกระแสเงินสดควบคู่กับงบการเงินอื่นๆ ด้วย
ในครั้งต่อไป เราจะทำการสำรวจรายการและตัวบ่งช้ต่างๆ ในงบกำไร-ขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสดซึ่งวอร์เรนใช้ในการค้นหาว่า บริษัทนั้นๆ มีความได้เปรียบในการแข่ขันที่จะทำให้เขารวยได้ในระยะยาวหรือไม่อย่างละเอียด
วอร์เรนเริ่มการค้นหาบริษัทชั้นยอดจากตรงไหน
ก่อนที่เราจะเริ่มค้นหาบริษัทที่จะทำให้เรารวย ซึ่งก็คือบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน จะเป็นการช่วยได้มากถ้าเรารู้ว่า สามารถเริ่มค้นหาได้จากตรงไหน วอร์เรนพบว่าบริษัทชั้นยอดเหล่านี้มีรูปแบบธุรกิจพื้นฐาน 3 รูปแบบ คือ : ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะ ขายบริการเฉพาะ หรือเป็นผู้ซื้อและผู้ขายปลิตภัฎฑ์หรือบริการซึ่งเป็นที่ต้องการของสาธารณชนอยู่เสมอในราคาต่ำ
เราจะมาวิเคราะห์ดูแต่ละรูปแบบกัน
ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะ : นี่คือโลกของโคคา-โคล่า, เป๊ปซี่, ริกลี่ย์, เฮอร์ชีย์, บัดไวเซอร์, วอชิงตันโพส, และฟิลิปมอร์ลิส บริษัทผู้ผลิตเหล่านี้ต่างได้สร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ของพวกเขาในใจผู้ซื้อ จากการเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าประสบการณ์ และโฆษณาส่งเสริมการขาย ทำให้ผู้ซื้อคิดถึงผลิตภัณฑ์ของบริษัททุกครั้งที่ต้องการสนองความต้องการของตน เมื่ออยากเคี้ยวหมากฝรั่ง คุณจะคิดถึงริกลี่ย์ เมื่ออยากดื่มเบียร์เย็นๆ หลังเสร็จจากงานในวันอากาศร้อนจัด คุณจะคิดถึงบัดไวเซอร์ และแน่นอน อาหารจะอร่อยขึ้นเมื่อกินกับโค้ก
วอร์เรนจะคิดว่าบริษัทเหล่านี้ครองใจส่วนหนึ่งของลูกค้าแล้วและตราบใดที่บริษัทหนึ่งๆ สามารถครองใจส่วนหนึ่งของลูกค้าได้ บริษัทจะไม่ต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี นอกจากนี้ ยังสามารถขายสินค้าในราคาสูงขึ้นได้ และขายได้มากขึ้น ทำให้สามารถสร้างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่น่าที่ง ซึ่งจะปรากฏออกมาในงบการเงินของบริษัท
ขายบริการเฉพาะ : นี่คือโลกของมูดีส์ คอร์ป, เอชแอนด์อาร์,บล็อก อิงค์, อเมริกันเอ็กเพรส, เซอร์วิสมาสเตอร์, และเวลส์ ฟาร์โก แอนด์ โค เช่นเดียวกับทนายความหรือหมอ บริษัทเหล่านี้ขายบริการที่คนต้องการและพร้อมจะจ่ายเงินซื้อ แต่ต่างจากทนายความและหมอตรงที่ว่า ความสำคัญของบริษัทเหล่านี้อยู่ที่ตัวสถาบัน ( Instritutional Spacific ) ไม่ใช่ที่คน ( People Spacific ) เมื่อคุณคิดจะทำเรื่องภาษี คุณจะคิดถึงเอชแอนด์อาร์ บล็อก ไม่ใช่คิดถึงตาแจ็คที่ทำงานในเอชแอนด์อาร์ บล็อก ซึ่งเป็นคนลงมือทำภาษีให้คุณ เมื่อวอร์เรนซื้อหุ้นของซาโลมอน บราเธอส์ ธนาคารวาณิชธนกิจ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของซิตี้กรุ๊ป) ซึ่งเขาได้ขายออกไปในภายหลังนั้น เขาคิดว่าเขากำลังซื้อสถาบัน แต่เมื่อคนเก่งระดับหัวกะทิเริ่มพากันลาออกจากบริษัทพร้อมลูกค้ารายใหญ่ เขาพบว่าความสำคัญอยู่ที่คน ในบริษัที่มีความสำคัญอยู่ที่คน ( People Spacific ) พนักงานจะสามารถเรีรยกร้องและเอากำไรส่วนใหญ่ไปจากบริษัท ทิ้งส่วนเล็กๆ ให้กับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น และการได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่วิธีที่นักลงทุนจะรวยได้
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่ขายบริการเฉพาะสามารถสร้างปรากฏการณ์ได้เช่นกัน เพราะบริษัทไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือลงทุนมหาศาลในการสร้างโรงงานผลิตและคลังสินค้าทำให้บริษัทที่ขายบริการเฉพาะที่ครองใจลูกค้าสามารถสร้างส่วนต่างกำไรได้มากกว่าบริษัทที่ขายสินค้า
การเป็นผู้ซื้อและผู้ขายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สาธารณชนต้องการเสมอในราคาต่ำ : นี่คือโลกของวอลมาร์ท, คอสโก, เนบราสก้า, เฟอร์นิเจอร์ มาร์ท, และเดอะ เบอร์ลิงตัน นอร์ทเธิร์น ซานตาเฟ เรลเวย์ บริษัทเหล่านี้ยอมแลกการได้ส่วนต่างกำไรสูงๆ กำับการจำหน่ายในปริมาณมาก ซึ่งกำไรที่ได้จากการจำหน่ายในปริมาณมากขึ้นแสนคุ้มค่ากับการได้ส่วนต่างกำไรที่ลดลง หัวใจสำคัญของธุรกิจรูปแบบนี้คือ เป็นผู้ซื้อราคาถูก และเป็นผู้ขายราคาถูก ทำให้มีส่วนต่างกำไรสูงกว่าคู่แข่ง และขณะเดียวกันยังเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการในราคาต่ำได้อีกด้วย นอกจากนี้ เรื่องราวการเป็นผู้ขายสินค้าราคาต่ำที่สุดในเมืองยังจะเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวตัดสินใจเลือกร้านเมื่อลูกค้าต้องการจับจ่ายซื้อสินค้า ในโอมาฮา หากคุณต้องการเตาใหม่สำหรับบ้านของคุณคุณจะไปที่เนบราสก้า เฟอร์นิเจอร์ มาร์ท ที่คุณคิดว่ามีสินค้าให้เลือกมากที่สุดและราคาคุ้มค่าที่สุด เมื่อจะส่งสินค้าข้ามประเทศ คุณจะนึกถึง เดอะ เบอร์ลิงตัน นอร์ทเธิร์น ซานตาเฟ ซึ่งคุ้มค่าเงินที่คุณที่สุดและหากคุณอยู่ในเมืองเล็กและต้องการไปซื้อของใหห้างที่มีสินค้าให้เลือกมากที่สุดในราคาคุ้มที่สุด คุณจะไปที่วอลมาร์ท
นี่คือสิ่งซึ่งธรรมดามาก : ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะ หรือขายบริการเฉพาะ หรือเป็นผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าและบริการในราคาถูก แล้วเงินสดจะไหลเข้ามาในมือคุณปีแล้วปีเล่า เหมือนกับว่าคุณกำลังปล้นธนาคารในมอนติคาร์โลอย่างไรอย่างนั้น
ธุรกิจประเภทใดที่ทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ รวยระเบิด
ในยุคแรก นักพนันบางคนสามารถสร้างความมั่งคั่งและชื่อเสียงให้กับตนเอง กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ผู้คนจะพากันติดตามความเคลื่อนไหวในหน้าข่าวการเงิน ตัวอย่างคนเหล่านี้สองสามคน คือ จิม เบรดี หรือ 'ไดมอนด์' และ เบอร์นาร์ด บารุค ซึ่งได้รับการยกย่องว่าคือ "ปรมาจารย์แห่งการลงทุน" ในยุคของพวกเขา
ในยุคปัจจุบันนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนรวม กองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) และกองทุนเพื่อการลงทุน ได้เข้ามาแทนที่นักเก็งกำไรสมัยก่อน นักลงทุนสถาบัน "ขาย" ตัวเองแก่สาธารณชนด้วยการสร้างภาพว่าคือผู้เชี่ยวชาญในการเลือกหุ้น และเที่ยวโฆษณาอวดผลการดำเนินการประจำปีเป็นเหยื่อล่อผู้ไร้วิสัยทัศน์ซึ่งกระหายจะรวยอย่างรวดเร็ว
ตามกฏก็คือ นักเก็งกำไรมักจะเป็นพวก "อยู่ไม่สูข" คือ... รีบซื้อเมื่อมีข่าวดี และรีบขายเมื่อมีข่าวร้าย หากราคาหุ้นไม่เคลื่อนไหวภายในเดือนสองเดือน พวกเขาจะรีบขายเพื่อมองหาตัวใหม่
นักพนันรุ่นใหม่ระดับหัวกระทิต่างพากันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนเพื่อวัดความเร็วจองการขึ้นหรือตกของราคาหุ้น หากราคาหุ้นขึ้นเร็วระดับหนึ่ง คอมพิวเตอร์จะส่งสัญญาณซื้อ หากราคาหุ้นตกเร็วระดับหนึ่ง คอมพิวเตอร์จะส่งสัญญานขาย ทำให้เกิดการกระโดดเข้า กระโดดออกในหุ้นนับพันตัวทุกวัน
การที่นักลงทุนคอมพิวเตอร์เหล่านี้จะรีบกระโดดเข้าซื้อในวันนี้แล้วรีบกระโดออกในวันรุ่งขึ้นไม่ใช่เรื่องผิดปกกติ ผู้จัดการกองทุนเก็งกำไรหลายรายก็ใช้ระบบนี้ และสามารถทำเงินมากมายให้กับลูกค้าได้ แต่เมื่อใดที่ขาดทุน ลูกค้าเหล่านี้ (หากยังมีเงินเหลือ) ก็จะบอกลาทันทีเพื่อไปหานักเลือกหุ้นคนใหม่
วอลล์สตรีทเต็มไปด้วยเรื่องราวความรุ่งโรจน์และความตกต่ำของนักเลือกหุ้นระดับเซียนและไม่ค่อยเซียนเหล่านี้
การซื้อขายหุ้นอย่างบ้าระห่ำของนักเก็งกำไรมีมานมนาน หนึ่งในปรากฏการณ์ซื้อระห่ำครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งคือ ในทศวรรษ 1920 ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งสูงลิ่ว แต่แล้วในปี 1929 ตลาดก็พังครืน หุ้นร่วงไม่เป็นท่า
ในต้นทศวรรษ 1930 นักวิเคราะห์หนุ่มกล้าได้กล้าเสียแห่งวอลล์สตรีท นาม เบนจามิน เกรแฮม สังเกตเห็นว่านักเลือกหุ้นคนดังส่วนใหญ่ในวอลล์สตรีทไม่ได้ให้ความสนใจเลยกับเศรษฐกิจในระยะยาวของธุรกิจซึ่งพวกเขากำลังวุ่นกับการซื้อ - ขาย สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือ ราคาหุ้นที่พวกเขาเลือกจะวิ่งขึ้นหรือลงหรือไม่ใช่ช่วงเวลาสั้นๆ
เกรแฮมยังสังเกตเห็นว่า บางครั้งในการเก็งกำไร นักเลือกหุ้นระดับเซียนเหล่านี้จะไล่ราคาหุ้นจนขึ้นสูงอย่างน่าขัน เมื่อเทียบกับความเป็นจริงจองเศรษฐกิจในระยะยาวของธุรกิจที่แฝงอยู่ และยังตระหนักด้วยว่า ในทำนองเดียวกัน เซียนพวกเดียวกันนี้บางครั้งยังพากันเทขายอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงอย่างไม่น่าเชื่อ โดยไม่สนใจกับโอกาสทำกำไรในระยะยาวของบริษัทเลย และราคาหุ้นที่ตกต่ำลงอย่างเหลือเชื่อนี้แหละที่เกรแฮมเห็นเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมในการทำเงิน
เกรแฮมให้เหตุผลว่า หากเขาซื้อ "ธุรกิจที่เข้าข่ายขายมากเกินไปในราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงในระยะยาว ในที่สุดตลาดจะพบความผิดพลาดและปรับราคาขึ้นไปใหม่ และเมื่อตลาดให้ราคาใหม่ที่สูงขึ้นแล้วเขาก็จะขายทำกำไร นี่คือพื้นฐานที่รู้กันทุกวันนี้ ซึ่งเรียกว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investing ...เกรแฮมคือบิดาของศาสตร์นี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องตระหนักคือ เกรแฮมไม่สนใจว่าธุรกิจประเภทไหนที่เขาซื้อ ในโลกของเขาทุกธุรกิจจะมีราคาหนึ่งซึ่งถือว่าถูกมาก เมื่อเขาเริ่มใช้หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในทศวรรษ 1930 เขามุ่งเน้นการค้นหาบริษัทที่มีการซื้อขายต่ำกว่าจำนวนเงินสดที่บริษัทถืออยู่ ซึ่งเขาเรียกว่า "การซื้อ 1 ดอลลาร์ ในราคา 50 เซนต์" นอกจากนี้เขายังมีมาตรฐานอื่นๆ ด้วย เช่น จงอย่าจ่ายเงินซื้อหุ้นสูงกว่า 10 เท่า ของกำไรของบริษัท และจงขายหุ้นเมื่อราคาเพิ่มขึ้น 50% และหากหุ้นใดๆ ไม่ขึ้นภายใน 2 ปี เขาก็จะขายทิ้งด้วย จริงอยู่ การมองของเขายาวขึ้นกว่าพวกนักเก็งกำไรในวอลล์สตรีทเล็กน้อย แต่ความจริงก็คือเขาให้ความสนใจเป็นศูนย์ หรือเรียกได้ว่าไม่สนใจเลยว่าบริษัทนั้นๆ จะเป็นอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เรียนรู้แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจากเกรแฮมที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในทศวรรษ 1950 จากนั้นก่อนที่เกรแฮมจะเกษียนไม่นาน ได้เข้าทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์ในบริษัทของแกรแฮมที่วอลล์สตรีท และได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มีชื่อเสียง คือ วอลลเตอร์ ชโลสส์ ซึ่งได้สอนให้หนุ่มน้อย วอร์เรน บัฟเฟตต์ เรียนรู้ถึงศิลปะในการค้นพบสถานการณ์ที่ราคาของบริษัทต่ำกว่ามูลค่าจริง ด้วยการให้เขาอ่านงบการเงินของบริษัทนับพัน
หลังจากที่เกรแฮมเกษียนอายุแล้ว วอร์เรนเดินทางกลับบ้านเกิดที่โอมาฮา ทำให้เขามีเวลานั่งไตร่ตรองแนวคิดของเกรแฮมห่างจากนักเก็งกำไรบ้าระห่ำในวอลล์สตรีท และในช่วงนี้เองที่เขาพบว่า คำสอนของอาจารย์ของเขามีปัญหาสองสามประการ
ประการแรกคือ ไม่ใช่ว่าธุรกิจที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าจะได้รัรบการปรับราคาให้สูงขึ้นทุกธุรกิจ และบางธุรกิจถึงกับล้มละลายก็มี ทุกงวดของการขายหุ้นจะมีจำนวนหนึ่งซึ่งกำไรและอีกจำนวนหนี่งที่ขาดทุน ซึ่งฉุดให้ผลประกอบการโดยรวมต่ำลง เกรแฮมพยายามป้องกันสถานการณ์เช่นนี้ด้วยการมีพอร์ตฟอลิโอที่ประกอบด้วยบริษัทมากมาย บางครังถึง 100 บริษัทหรือกว่านั้นก็มี นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์ในการขจัดหุ้นที่ราคาไม่ขึ้นหลังจากลงทุนมา 2 ปีออกด้วย กระนั้นก็ตาม สุดท้ายแล้ว "หุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่า" ของเขาหลายตัวก็ยังคงต่ำกว่ามูลค่าอยู่
วอร์เรน บัฟเฟตต์ พบว่าบริษัทจำนวนหนึ่่งซึ่งเขาและเกรแฮมซื้อ และขายไปแล้วตามกฏ 50% ของเกรแฮมยังคงเติบโตขึ้นทุกปี และระหว่างนี้เขาได้เห็นราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้พุ่งขึ้นเรื่อยๆ หลักจากที่เกรแฮมขายทิ้งไปแล้ว เหมือนกับว่าพวกเขาซื้อตั๋วรถไฟไปที่ "ถนนสุขสบาย" แต่กลับกระโดดรถก่อนจะถึงสถานีเสืยอย่างนั้น เพราะว่าไม่รู้อย่างแท้จริงว่ารถไฟกำลังมุ่งไปที่ไหน
วอร์เรน คิดว่าเขาสามารถพัฒาผลงานของอาจารย์ให้ดีขึ้นได้ด้วยการศึกษาเศรษฐกิจของธุรกิจองบริษัทดาวเด่นเหล่านี้ แล้วก็เริ่มศึกษางบการเงินของบริษัทเหล่านี้ด้วยมุมมองใหม่ว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้บริษัทเหล่านี้เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนยอดเยี่ยมในระยะยาว
สิ่งที่วอรเรน บัฟเฟตต์เรียนรู้ก็คือบริษัทชั้นยอดเหล่านี้ล้วนได้ประโยชน์จากความได้เปรียบในการแข่งขั้นบางประการที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจซึ่งเหมือนระบบผูกขาด ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถขึ้นราคาผลิตภัณฑ์หรือขายผลิตภัณฑ์ได้มากกว่า และสามารถทำเงินได้เหนือกว่าคู่แข่งจำนวนมหาศาล
วอร์เรนยังพบว่า หากบริษัทสามารถคงความได้เปรียบในการแข่งขันเป็นเวลานาน หรือหากว่าความได้เปรียบนั้นมีความ "ยั่งยืน" มูลค่าแฝงของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่องด้วย เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าแฝงที่เพิ่มขึ้นแล้ว วอร์เรนก็ยิ่งเห็นเหตุผลว่ายิ่งเขาลงทุนนานเท่าใดเขาก็ยิ่งมีโอกาสในการทำกำไรมาขึ้นจากความได้เปรียบของธุรกิจ
วอร์เรนยังพบว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งในอนาคต นักลงทุนหรือนักเก็งกำไร หรือทั้ง 2 กลุ่ม -- จะเห็นมูลค่าแฝงที่เพิ่มขึ้นของบริษัทนั้นๆ และดันราคาหุ้นของบริษัทขึ้น ซึ่งเหมือนกับว่าการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนของบริษัท ทำให้การลงทุนในธุรกิของบริษัทเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้เองตามคาด
วอร์เรนได้พบบางสิ่งซึ่งน่าอัศจรรย์กว่าแล้ว...ธุรกิจเหล่านี้มีเศรษฐกิจขอธุรกิจน่าทึ่งซึ่งทำงานอยู่ฝ่ายพวกเขา ทำให้โอกาสการล้มละลายของบริษัทเหล่านี้เป็นศุนย์ ซึ่งหมายความว่ายิ่งนักเก็งกำไรในวอลล์สตรีทพากันทุบราคาหุ้นให้ยิ่งต่ำลงเท่าใด วอร์เรนก็จะมีความเสี่ยงในการซื้อหุ้นเหล่านี้เข้ามาเก็บน้อยลงเท่านั้น นอกจากนี้ ราคาหุ้นที่ต่ำลงยังหมายถึงโอกาสในการขึ้นมากขึ้นด้วย ยิ่งเขาเก็บหุ้นไว้นานเท่าใด เขาก็ยิ่งมีเวลาในการทำกำไรจากเศรษฐกิจแฝงของธุรกิจเหล่านี้ยิ่งขึ้น ความจริงดังกว่านี้จะสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้เขาทันทีที่ตลาดหุ้นมองเห็นอนาคตอันสดใสของบริษัทเหล่านี้ในที่สุด
ทั้งหมดนี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับภาษิตของวอลล์สตรีทที่บอกว่าเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดคุณต้องเพิ่มความเสี่ยงแฝง หรือที่ว่ากันว่า "ยิ่งมีความเสี่ยงมาก ยิ่งกำไรมาก" วอร์เรนได้พบ "จอกศักสิทธิ์" แห่งการลงทุนแล้ว ....เขาได้พบกับการลงทุนที่เสี่ยงน้อยลง แต่มีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น
เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น วอร์เรนพบว่าเขาไม่ต้องรอให้วอลล์สตรีททุบหุ้นจนได้ราคาถูกแสนถูกอีกต่อไป แต่เขาสามารถซื้อหุ้นของบริษัทชั้นยอดเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งยังคงทำกำไรได้หากลงทุนนานพอ นอกจากนี้ ยังพบว่า หากเขาเก็บหุ้นในระยะยาว ไม่ขายออก เขายังสามารถเลื่อนการจ่ายภาษีของกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นออกไปเรื่อยๆ ทำให้การลงทุนของเขาปลอดภาษีไปตลอดตราบใดที่เขายังถือหหุ้นไว้ด้วย
มาดูตัวอย่างกัน.... ใปี 1973 วอร์เรนลงทุน 11 ล้านเหรียญ ในวอชิงตันโพสต์ บริษัทหนังสือพิมพ์ที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน และยังคง "กอด" ไว้อยู่จนถึงตอนนี้ ในช่วงกว่า 35 ปี ที่วอร์เรนลงทุน มูลค่าของบริษัทได้พุ่งขึ้นถึง $1.4 พันล้านเหรียญ นี่คือการลงทุน 11 ล้านเหรียญ ที่ทำกำไรได้ $1.4 พันล้านเหรียญ!!! ไม่เลวเลยทีเดียว และที่ดีที่สุดคือ เนื่องจากวอร์เรนไม่เคยขายหุ้นเลยสักหุ้น ดังนั้นจนถึงขณะนี้เขาจึงยังไม่ต้องเสียภาษีสักสตางค์แดงเดียวจากกำไรที่ได้รับด้วย
ในทางกลับกัน เกรแฮมซึ่งใช้หลัก 50% คงขายหุ้นวอชิงตันโพสต์ของวอร์เรนไปตั้งแต่ปี 1976 ในราคาราว 116 ล้านเหรียญ และต้องเสียภาษี 39% ของกำไรที่ได้จากส่วนต่างราคาหุ้น แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ บรรดาเซียนคัดหุ้นในวอลล์สตรีทที่คงจะซื้อๆ ขายๆ เป็นเจ้าของหุ้นเหล่านี้ครั้งไม่ถ้วนในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะได้กำไร 10-20% จากตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง และต้องเสียภาษีทุกครั้งที่ขายด้วย แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์คั้นกำไรจากการลงทุนในวอชิงตันโพสต์ได้มากถึง 12,460% และถึงทุกวันนี้ยังไม่ต้องเสียภาษีสักแดงเดียวจากกำไร $1.4 พันล้านเหรียญ
วอร์เรนได้เรียนรู้ว่า เวลาจะทำให้เขารวยระเบิด หากเขาลงทุนในบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




















